Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 60 หน้าที่ 70

เล่ม มมร. 60 หน้า 70 ข้อ 1563
ให้เจริญเลยทีเดียวเถิด. พระนางทรงสดับพระราชดำรัสของพระราชานั้น เมื่อ มิอาจจะประทับอยู่ได้ ทรงแวดล้อมไปด้วยหมู่นารี เสด็จไปสู่พระปราสาท ได้ประทับยืนทอดพระเนตรสถานวินิจฉัย ด้วยหมายพระทัยว่า ลูกรักจักเป็น ไปอย่างไรเล่าหนอ. ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้า เมื่อพระมารดาเสด็จไปแล้ว ทรง อ้อนวอนพระราชบิดาอีก. พระราชา เมื่อมิทรงอาจจะห้ามได้ ก็ทรงอนุญาต ว่า พ่อเอ๋ย ถ้าเช่นนั้น จงทำใจของเธอให้ถึงที่สุดเถิด พ่อจงผนวชเถิด. ในเวลาที่พระราชาทรงอนุญาตแล้ว พระขนิษฐาของพระโพธิสัตว์เจ้า พระนาม ว่ายุธิฏฐิลกุมาร ถวายบังคมพระราชบิดา กราบทูลขออนุญาตว่า ข้าแต่พระทูล กระหม่อม ขอพระองค์โปรดอนุญาตการบรรพชาของหม่อมฉันด้วยเถิด. พระ พี่น้องทั้งสองพระองค์ ถวายบังคม.พระราชบิดา ละกามทั้งหลาย มีมหาชน แวดล้อมพากันเสด็จออกจากสถานที่วินิจฉัย. ฝ่ายพระเทวีทอดพระเนตรดูพระ มหาสัตว์ ทรงพระกันแสงว่า เมื่อลูกฉันผนวชแล้ว รัมมนครก็จักว่างเปล่า จึงตรัสพระคาถาทั้ง ๒ ว่า ท่านทั้งหลาย จงช่วยวิ่งเต้นด้วยเถิด ขอความ เจริญจงมีแก่ท่านเถิด รัมมนครจักเปล่าเปลี่ยวเสียแล้ว พ่อยุธัญชัย พระเจ้าสัพพทัตทรงอนุญาตแล้วละ. เจ้าชายพระองค์ใด เป็นผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ ทั้งหลาย ยังกำลังหนุ่มแน่นเปล่งปลั่งดังทองธรรมชาติ เจ้าชายพระองค์นั้น มีพระกำลังแข็งแรง มีผ้านุ่งห่ม ย้อมด้วยน้ำฝาดบวชแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิธาวถ ความว่า พระนางมิได้ตรัสสั่ง เหล่านารี ที่ยืนล้อมอยู่ทุกนางทีเดียวว่า แน่ะนางผู้เจริญทั้งหลาย สูทั้งหลายจงวิ่ง เต้นเข้าเถิด. ด้วยบทว่า ภทฺทนฺเต พระนางตรัสว่า ความเจริญเพราะการ ไปอย่างนั้น จงมีแก่สูเถิด. บทว่า รมฺมกํ พระนางตรัสหมายถึงรัมมนคร.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka