พระเจ้าจักรพรรดิกาลิงคราช ทรงครองราชสมบัติตลอดห้องจักรวาล
วันหนึ่ง มีเสนาแวดล้อมเต็มไปในที่ประมาณ ๓๖ โยชน์ เสด็จขึ้นทรงช้างเผือก
ขาวเปรียบด้วยอดเขาไกรลาส ไปสู่สำนักพระชนกชนนีด้วยสิริวิลาสใหญ่.
ฝ่ายช้างพระที่นั่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น ไม่อาจเหาะข้ามมหาโพธิ-
มณฑลอันเกิดแต่สะดือแผ่นดิน อันเป็นไชยมงคลของพระพุทธเจ้าทั้งปวงได้.
พระเจ้าจักรพรรดิราชทรงไสไปเนือง ๆ แต่ช้างทรงนั้นก็ไม่อาจที่จะ
ไปได้.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า
พระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า กาลิงคะ ได้
ทรงสั่งสอนมนุษย์ทั่วแผ่นดินโดยธรรม ได้เสด็จไปสู่
ที่ใกล้ต้นโพธิด้วยช้างทรงมีอานุภาพมาก.
ลำดับนั้น ปุโรหิตของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งตามเสด็จไปด้วยคิดว่า
ธรรมดาว่าทางอากาศไม่มีเครื่องกั้น เพราะเหตุไรหนอ พระราชาจึงไม่อาจจะ
ไสช้างไปได้ เราจักตรวจตราดู แล้วลงจากอากาศตรวจตราเห็นภูมิภาคอันเป็น
มณฑลสะดือแผ่นดิน มีชัยบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าต้นหญ้าแม้สักเท่าหนวดกระต่ายมิได้มี
ในที่มีประมาณ ๘ กรีสนั้นเลย มีแต่ทรายอันมีสีเหมือนแผ่นเงิน เรี่ยรายอยู่
หญ้าเครือเถาไม้ใหญ่โดยรอบที่นั้น มียอดเวียนประทักษิณโพธิมณฑล แล้ว
ตั้งอยู่เฉพาะหน้าโพธิมณฑล.
ปุโรหิตตรวจดูภูมิภาคแล้ว คิดว่า แท้จริง ที่นี้เป็นที่ ๆ กำจัดกิเลส
ทั้งปวงของพระพุทธเจ้าทั้งปวง แม้ถึงใคร ๆ มีท้าวสักกะเป็นต้น ก็ไม่อาจ
ที่จะเหาะข้ามที่นี้ไปได้ จึงไปเฝ้าพระเจ้ากาลิงคราช แสดงคุณของพระโพธิ
มณฑล แล้วกราบทูลพระราชาว่า เสด็จลงเถิด พระพุทธเจ้าข้า.