Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 60 หน้าที่ 287

เล่ม มมร. 60 หน้า 287 ข้อ 1825
มาอีก. พระมหาสัตว์ก็ให้แก่ท้าวเธออีก คงยับยั้งอยู่ด้วยอาการอย่างเดียว. แม้ในวันเป็นคำรบสาม คงให้อย่างนั้นแหละ ถึงโสมนัสว่า โอ เป็นลาภ เหลือหลายของเรา เราอาศัยใบหมากเม่าประสบบุญใหญ่โต แม้ถึงจะอิดโรย เพราะไม่มีอาหารตลอดสามวัน ก็ยังออกจากบรรณศาลาในเวลาเที่ยงคืนได้ นั่งที่ประตูบรรณศาลารำพึงถึงทานอยู่. ท้าวสักกะทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้ ขาดอาหารตลอดสามวัน แม้จะอิดโรยเห็นปานนั้น ก็ยังให้ทานได้อย่างน่ายินดี แม้ความแปรแห่งจิตก็มิได้มีเลย เรายังมิได้รู้ว่าท่านปรารถนาชื่อนี้แล้ว ให้ทาน ต้องถามจึงจักทราบอัธยาศัยของท่าน. ท้าวเธอเสด็จมาในเวลาเที่ยงคืน ยืนอยู่ เบื้องหน้าพระมหาสัตว์ตรัสว่า เจ้าพระคุณดาบส ในเมื่อลมร้อนเห็นปาน ฉะนี้พัดพานอยู่ พระคุณเจ้าก็คงกระทำตปกรรมอยู่ในป่าอันมีน้ำเค็มล้อมรอบ เห็นปานนี้ เพื่ออะไรเล่าขอรับ. พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทรงเห็นอกิตติดาบส ผู้ยับยั้งอยู่ จึงได้ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านปรารถนา สมบัติอะไร ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียวในถิ่นอันแห้งแล้ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ ปฏฺยํ ความว่า ท่านปรารถนา มนุษย์สมบัติหรือ หรือว่าสวรรค์สมบัติเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง. พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น และทราบว่าท้าวเธอเป็นท้าวสักกะ เพื่อ ประกาศว่า อาตมภาพมิได้ปรารถนาสมบัติเหล่านั้นเลย แต่ปรารถนาพระ- สัพพัญญุตญาณ จึงกระทำการบำเพ็ญตบะ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า ดูก่อนท้าวสักกะ การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ อนึ่ง ความแตกทำลายแห่งร่างกาย และความตายอย่าง หลงใหล ก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงยับยั้ง อยู่ ณ ที่นี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka