บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปริวชฺชยาถ ความว่า ข้าแต่พระ-
มหาราชเจ้า ชื่อว่า นินทา ใคร ๆ ไม่สามารถจะหลีกเสียได้ง่ายเลย. บทว่า
นานา ชนา ความว่า ฝูงชนมีความพอใจต่าง ๆ กัน. บทว่า เยนว
ความว่า คนหนึ่งได้รับยกย่องด้วยคุณมีศีลเป็นต้น อันใด ด้วยคุณข้อนั้น แหละ
คนอื่นได้รับความนินทา ความจริง เพราะกล่าวในฝูงกินนรข้าพระองค์ย่อมได้
ความยกย่อง เพราะไม่กล่าวในหมู่มนุษย์ ย่อมได้ความนินทา ด้วยอาการ
อย่างนี้ ขึ้นชื่อว่านินทา ย่อมเป็นสิ่งหลีกได้ยาก ข้าพระองค์นั้นคิดว่า เราจัก
ได้ความยกย่องจากสำนักพระองค์อย่างไรเล่า. บทว่า สพฺโพ โลโก ปรจิ-
ตฺเตน อติจิตฺโต ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ธรรมดาอสัตบุรุษมีจิตยิ่ง
ด้วยจิตมีการฆ่าสัตว์เป็นต้นสัตบุรุษมีจิตยิ่งด้วยจิตมีเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์
เป็นต้น ชาวโลกทั้งมวล ย่อมมีจิตยิ่งด้วยจิตของคนอื่น ด้วยประการดังนี้.
บทว่า จิตฺตวาสมฺหิ จิตฺเต ความว่า ก็ชาวโลกทั้งมวล ชื่อว่า มีจิตด้วยจิต
ของตนทั้งทรามหรือประณีต. บทว่า ปจฺเจกจิตฺตา ความว่า สัตว์ทั้งหมด
มากประเภทต่างคนต่างมีจิตใจเฉพาะตน ในบรรดาสรรพสัตว์เหล่านั้น กินรี
ก็ดี อย่างข้าพระองค์ก็ดี คนอื่นก็ดี ไม่น่าประพฤติไปในความคิดอ่านของ
ใคร ๆ สักคนหนึ่ง จะเป็นของพระองค์หรือของผู้อื่นก็ตามที เพราะเหตุนั้น
พระองค์อย่าทรงพิโรธข้าพระองค์ว่า ผู้นี้ไม่ประพฤติเป็นไปในอำนาจจิตของ
เรา ด้วยสรรพสัตว์ย่อมไม่ลุอำนาจจิตของตนไปได้พระเจ้าข้า กินนรแสดง
ธรรมแก่พระราชาด้วยประการฉะนี้.
พระราชาทรงโสมนัสว่า กินนรนี้เป็นบัณฑิตกล่าวถูกต้องทีเดียวจึง
ตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
กินนรพร้อมด้วยกันรีผู้ภรรยา เป็นผู้นิ่งไม่พูด
เป็นผู้กลัวภัย ได้กล่าวแก้แล้วในบัดนี้ กินนรนั้นชื่อว่า
พ้นแล้วในบัดนี้ เป็นผู้มีความสุขหาโรคมิได้ เพราะว่า
การเปล่งวาจาดีนำมาซึ่งประโยชน์แก่นรชนทั้งหลาย.