บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขราชินา ความว่า ประกอบด้วยหนังเสือ
พร้อมด้วยเล็บ. บทว่า ปงฺกทนฺตา ความว่า มีฟันอันมลทินจับแล้ว เพราะ
ไม่เคี้ยวไม้สีฟัน. บทว่า ทุมฺมกฺขรูปา ความว่า นัยน์ตาไม่หยอดตา ร่างกาย
มิได้ประดับ มีผ้าพาดสกปรก. บทว่า มานุสเก จ โยเค ความว่า พวก
มนุษย์ควรกระทำความเพียร. บทว่า อิทํ วิทู ความว่า รู้อยู่ซึ่งการประพฤติ
ตบะ และการท่องมนต์นี้. บทว่า อปายา ความว่า พระราชตรัสถามว่า
อาจารย์พ้นจากอบาย ๔ เหล่านี้ ได้อย่างไรหรือ ?
ท่านปุโรหิต ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ดำริว่า พระราชาพระองค์นี้
ทรงเลื่อมใสในฐานะอันไม่ควร เราจะนิ่งเสียไม่ได้ละ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า
ข้าแต่พระราชา ถ้าบุคคลเป็นพหูสูต แต่ไม่
ประพฤติธรรม ก็จะพึงกระทำกรรมอันลามกทั้งหลาย
ได้ แม้จะมีเวทตั้งพัน อาศัยแต่ความเป็นพหูสูต ยัง
ไม่บรรลุจรณธรรม จะพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุสฺสุโต ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
ถ้าบุคคลทะนงตนว่าเราเป็นพหูสูตดังนี้ แม้จะมีเวทเชี่ยวชาญ ไม่ประพฤติ
กุศลธรรมทั้ง ๑๐ ประการ ก็พึงกระทำบาปด้วยทวารทั้งสามได้เหมือนกัน
เวททั้งสามยกเสียเถิด ต่อให้มีเวทตั้ง ๑,๐๐๐ มิได้บรรลุจรณธรรม คือสมาบัติ
๘ แล้ว จะอาศัยความเป็นพหูสูตนั้น พ้นจากอบายทุกข์ไม่ได้เลย.
อุททาลกะ ได้ฟังคำของท่านดังนั้นแล้ว คิดว่า พระราชาทรงเลื่อมใส
คณะฤาษีตามพระอัธยาศัยแล้ว แต่พราหมณ์ผู้นี้มาขว้างโคที่กำลังเที่ยวไป ทิ้ง
หยากเยื่อลงในภัตที่เขาคิดไว้แล้วเสียได้ เราต้องพูดกับเขา เมื่อจะพูด จึง
กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า