Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 74

เล่ม มมร. 61 หน้า 74 ข้อ 2083
เจ้าจงเทียมรถ. ส่วนอำมาตย์ทั้งหลาย ไม่ให้พระองค์เสด็จด้วยรถ นำเสด็จ ไปด้วยพระสุวรรณสีวิกา แล้วให้ประทับอยู่ใกล้ฝั่งสระโบกขรณี จัดแจงวาง กำลังพิทักษ์รักษาแล้วจึงหลีกไป. พระราชาประทับนั่งบนบัลลังก์ ทรงรำพึง ถึงทานของพระองค์. ขณะนั้นได้ร้อนไปถึงอาสนะของท้าวสักกเทวราช ท้าว สักกะทรงรำพึงดู เห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงดำริว่า เราจักให้พรแก่พระเจ้า สีวิมหาราช แล้วทำพระเนตรให้เป็นปกติ ดังนี้แล้วจึงเสด็จมาที่ฝั่งสระโบกขรณี นั้น เสด็จดำเนินไป ๆ มา ๆ ไม่ไกลพระมหาสัตว์เจ้า. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า นับแต่นั้นมาสองสามวัน เมื่อพระเนตรทั้งสอง มีเนื้องอกขึ้นเต็มแล้ว พระราชาผู้บำรุงสีพีรัฐ จึงตรัส เรียกนายสารถีผู้เฝ้าอยู่นั้นว่า ดูก่อนสารถี ท่านจง เทียมยานเถิด เสร็จแล้วจงบอกให้เราทราบ เราจะ ไปยังอุทยาน จะไปยังสระโบกขรณี และราวป่า พอ พระเจ้าสีวิราชเข้าไปประทับนั่งขัดสมาธิ ริมขอบสระ โบกขรณีแล้ว ท้าวสุชัมบดีสักกเทวราชก็เสด็จมาเฝ้า ท้าวเธอ. ฝ่ายท้าวสักกเทวราช อันพระมหาสัตว์เจ้าทรงสดับเสียงแห่งพระบาท แล้วตรัสถามว่า นั่นใคร ? จึงตรัสพระคาถาความว่า หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมแห่งเทพ มาใน สำนักของพระองค์แล้ว ข้าแต่พระราชฤาษี ขอพระ- องค์จงทรงเลือกเอาพรตามที่พระทัยปรารถนาเถิด. เมื่อท้าวสักกเทวราชตรัสอย่างนี้แล้ว พระราชาจึงตรัสพระคาถา ความว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka