Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 107

เล่ม มมร. 61 หน้า 107 ข้อ 2123
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถูลํ ความว่า เราจักให้เครื่องประดับ คือมณีและแก้วกุณฑลมีค่ามาก แก่ท่าน. บทว่า จตุรสฺสํ ได้แก่ บัลลังก์สูง สี่เหลี่ยม อธิบายว่า มีด้านศีรษะสูงสี่เหลี่ยม. บทว่า อุมฺมารปุปฺผ สิรินฺนิภํ ได้แก่ บัลลังก์ที่สำเร็จด้วยไม้แก่นสีดำ ประกอบด้วยโอภาส มีรัศมีเช่นเดียว กับดอกสามหาว เพราะลาดด้วยเครื่องลาดสีเขียว. บทว่า สาทิสิโย ความว่า ทัดเทียมกันด้วยรูปสมบัติ และโภคสมบัติ. บทว่า อุสภญฺจ ควํ สตํ ความว่า และเราจะให้โคฝูงร้อยตัว มีโคผู้เป็นหัวหน้าแก่ท่าน. บทว่า กาเรสฺสํ ความว่า เราจะไม่ยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ จักเสวยราชสมบัติโดยธรรมเท่านั้น. บทว่า พหุกาโร เมสิ ความว่า แม้ท่านก็ชื่อว่าเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามากเพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทน แห่งพญาเนื้อตัวมีสีเหมือนทอง แล้วแสดงธรรมแก่เรา เราเป็นผู้อันท่านให้ ประดิษฐานอยู่ในเบญจศีล โดยนิยามดังพญาเนื้อกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า กสิวณิชฺชา ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหาย เรามิได้เห็น พญาเนื้อ ฟังแต่ถ้อยคำของพญาเนื้อเท่านั้น ยังตั้งอยู่ในเบญจศีลได้ แม้ท่าน ก็จงเป็นคนมีศีลตั้งแต่บัดนี้ไป จงกระทำกสิกรรม และพาณิชยกรรม และ อิณทานกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อุญฺฉาจริยา ความว่า อันเป็นหลัก ของการครองชีพ อธิบายว่า ท่านจงเลี้ยงดูบุตรภรรยาของท่าน ด้วยกสิกรรม และพาณิชยกรรมเป็นต้นนี้ อันเป็นสัมมาอาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย. นายพรานฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว กราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้า ไม่มีความประสงค์จะอยู่ครอบครองเรือน ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตการ บรรพชา แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ครั้นได้พระบรมราชานุญาตแล้ว ก็มอบ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka