นั้น กุลบุตรนั้นย่อมเห็นได้แต่รูปที่หยาบ ๆ เหมือน
ความมืดในราตรีฉะนั้น.
กุลบุตรผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็น
สาระ ว่าเป็นสาระ ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียว
ย่อมจะจมลงในห้วงอันตรายอย่างเดียว เหมือนกวางวิ่ง
โลดโผนไปในซอกผาตกจมเหวลงไปในระหว่างทาง
ฉะนั้น.
ถึงหากว่านรชนจะเป็นผู้มีชาติเลวทราม แต่เป็น
ผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญาประกอบด้วยอาจาระ
และศีล ย่อมรุ่งเรืองสุกใส เหมือนกองไฟในยาม
ราตรีฉะนั้น.
ขอพระองค์ทรงทำข้อนั้นนั่นแลให้เป็นข้อเปรียบ
เทียบ แล้วจงให้พระโอรสดำรงอยู่ในวิชา กุลบุตรผู้มี
ปัญญาย่อมงอกงามขึ้น ดังพืชในนางอกงามขึ้น เพราะ
น้ำฝนฉะนั้น.
จบหังสาชาดกที่ ๖