อนึ่ง ดิฉันมัวเลินเล่อ บดกฤษณาดำ และ
จันทน์แดงด้วยศิลา ด้วยคิดว่า สามีที่รักของเราจักได้
ประพรมร่างกาย ส่วนเราประพรมร่างกายแล้ว จะเข้า
ไปนอนแนบชิดสามีที่รักนั้น.
ครั้งนั้น กระแสน้ำเชี่ยวไหลมา พัดเอาดอก
สาลพฤกษ์ ดอกสน ดอกกรรณิการ์ ที่ดิฉันเก็บมา
วางไว้ไปหมดสิ้น โดยกาลประมาณครู่เดียวเท่านั้น
น้ำก็ขึ้นเต็มฝั่ง ถึงเวลาเย็น ดิฉันก็ข้ามไปไม่ได้.
คราวนั้น เราทั้งสองอยู่กันคนละฝั่งน้ำ มอง
เห็นหน้ากันก็หัวเราะครั้งหนึ่ง มองไม่เห็นหน้ากันก็
ร้องไห้อีกครั้งหนึ่ง คืนนั้น ได้ผ่านเราทั้งสองไป
โดยยาก.
ข้าแต่นายพราน เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า
เราทั้งสองข้ามแม่น้ำอันยุบแห้ง มาสวมกอดกันแลกัน
ร้องไห้อยู่คราวหนึ่ง หัวเราะอยู่คราวหนึ่ง.
ข้าแต่นายพรานผู้ภูมิบาล เมื่อครั้งก่อนเราทั้งสอง
ได้พรากกันอยู่นาน ถึง ๖๙๗ ปี ชีวิตของท่านนี้มีกำหนด
เพียง ๑๐๐ ปี อนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าหนอ ในที่นี้
จะพึงอยู่ ปราศจากภรรยาสุดที่รักได้.
[๒๑๕๙] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนสหาย อายุ
ของพวกท่านมีประมาณเท่าไร ถ้าท่านทั้งสองรู้ก็จง
บอกอายุของพวกท่านแก่เรา ขอท่านทั้งหลายอย่าได้