บรรดาบทเหล่านั้นว่า อนิสมฺม ความว่า ไม่ตรวจตราพิจารณา
คือใคร่ครวญ (ก่อนทำ). บทว่า อนวตฺถาย จินฺติตํ ความว่า ไม่กำหนด
คือไม่พิจารณาดำริตริตรองให้รอบคอบ. บทว่า วิปาโก โหติ ปาปโก
ความว่า จริงอยู่พิษสงคือความวิบัติแห่งยาแก้โรคเป็นฉันใด ผลลามกชั่วร้าย
ย่อมมีแก่บุคคลนั้นฉันนั้น.
บทว่า อสญฺโต ความว่า บรรพชิตผู้ไม่สำรวมด้วยกายทวาร
เป็นต้น เป็นผู้ทุศีล. บทว่า ตํ น สาธุ ความว่า ความโกรธของบัณฑิต
นั้นเองไม่ดี. บทว่า นานิสมฺม ความว่า ยังไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว
ไม่ควรกระทำกิจการอะไร. บทว่า ปณเยยฺย ความว่า พึงเริ่มตั้งคือพึงยัง
อาชญาให้เป็นไป. บทว่า เวคา ความว่า โดยเร็ว คือ โดยฉับพลันทันที.
บทว่า สมฺมาปณิธี จ ความว่า ความตั้งตนไว้โดยชอบและประโยชน์
ของนรชน ที่ทำด้วยจิตอันตั้งไว้โดยแยบคาย ย่อมเป็นของไม่ตามเดือดร้อน
ในภายหลัง. บทว่า วิภชฺช ความว่า ชนเหล่าใด จัดแจงด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า
กิจการเหล่านี้ควรทำ เหล่านี้ไม่ควรทำ. บทว่า กมฺมายตนานิ ได้แก่
การงานทั้งหลาย. บทว่า พุทฺธานุมตานิ ความว่า การงานอันบัณฑิต
อนุมัติแล้ว ย่อมเป็นของหาโทษมิได้. บทว่า กฏุกํ ความว่า ขอเดชะ
ข้าแต่พระราชบิดา ข้าพระพุทธเจ้า ถึงความหวั่นกลัวต่อมรณภัย อันเผ็ดร้อน
คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน. บทว่า ลทฺธา ความว่า ได้ชีวิตคืนมาด้วย
กำลังแห่งญาณของตน. บทว่า ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมิ ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีจิตน้อมเฉพาะต่อบรรพชาอย่างเดียว.
เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าแสดงธรรมอย่างนี้แล้ว พระเจ้าเรณุราชตรัสเรียก
พระราชเทวี มาเฝ้าแล้วตรัสพระคาถาความว่า