พระนางเทวี ตรัสคาถาอีกความว่า
พระอริยเจ้าเหล่าใด พ้นวิเศษแล้วบริโภคปัจจัย
อันหาโทษมิได้ ดับรอบแล้วเที่ยวไปในโลกนี้ หม่อมฉัน
ไม่อาจจะห้ามโอรสผู้ดำเนินไปตามมรรคาของพระ-
อริยเจ้าเหล่านั้นได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปมุตฺตา ความว่า หลุดพ้นแล้ว
จากกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น. บทว่า ปรินิพฺพุตา ความว่า ผู้ดับแล้ว
ด้วยกิเลสปรินิพพานธาตุ. บทว่า ตมริยมคฺคํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง
พระคุณอันประเสริฐ หม่อมฉันไม่อาจจะห้ามพระโอรสของหม่อมฉัน
ผู้เจริญรอยมรรคาอันเป็นของแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
เหล่านั้นได้.
พระราชาทรงสดับพระเสาวนีย์ ของพระนางเทวีแล้วตรัสคาถาสุดท้าย
ความว่า
ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุ-
การณ์ถี่ถ้วนมาก พระนางสุธรรมาเทวีนี้ เป็นผู้มี
ความขวนขวายน้อย ปราศจากความโศกเศร้า ได้สดับ
คำสุภาษิตของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นควรจะสมาคม
คบหาทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุานจินฺติโน ความว่า เป็นผู้คิด
เหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นอันมาก. บทว่า เยสายํ ตัดบทเป็น เยสํ อยํ. แท้จริง
พระนางสุธรรมาราชเทวีนั้น ได้ทรงสดับคำสุภาษิตของโสมนัสสกุมารนั่นเอง
จึงเกิดเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย แม้พระราชาก็ตรัสหมายถึงพระราชโอรส
นั้นเหมือนกัน.