Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 266

เล่ม มมร. 61 หน้า 266 ข้อ 2260
ที่ผมหรือที่มือแล้ว พยุงยกขึ้นบก. บทว่า อุทตารี ความว่า เธอก็ได้พยุง เราให้พ้นจากเปลือกตมคือกาม. ปาฐะว่า อุทตาสิ ดังนี้ก็มี. ความก็อย่าง เดียวกันนี้. ปาฐะว่า อุทฺธตาสิ บ้าง ความก็ว่ายกขึ้นแล้ว. บทว่า ปญฺจาลี ได้แก่ พระเทวีผู้เป็นพระราชธิดา ของพระเจ้าปัญจาละ. ครั้นพระเจ้าเอสุการีราชตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงมีพระราชประสงค์จะ บรรพชาทันที ในขณะนั้น จึงตรัสสั่งให้เรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาเฝ้า ตรัสเล่า ให้ฟังแล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายจักทำอย่างไร ? อำมาตย์ทั้งหลายก็กราบ ทูลว่า ขอเดชะ พระองค์เล่า พระเจ้าข้า ? พระองค์ตรัสตอบว่า เราจักบวชใน สำนักของหัตถิปาลกุมาร อำมาตย์เหล่านั้นจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระ- พุทธเจ้าทั้งหลายก็จักบวช พระเจ้าข้า. พระเจ้าเอสุการีราช ทรงละทิ้งราช- สมบัติในพระนครพาราณสี อันมีอาณาเขตถึง ๑๒ โยชน์ ทรงประกาศว่า ผู้ใดมีความต้องการราชสมบัติ จงให้ยกเศวตฉัตรขึ้นครองราชย์เถิด แล้วทรง แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ราชบริพาร พาบริษัทมีประมาณ ๓ โยชน์เป็นกำหนด เสด็จไปยังสำนักของหัตถิปาลกุมารเหมือนกัน หัตถิปาลกุมารนั่งอยู่บนอากาศ แสดงธรรมแก่บริษัทแม้นั้น พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความเป็น บรรพชิตของพระราชา จึงตรัสพระคาถา ความว่า พระเจ้าเอสุการีมหาราช ผู้เป็นอธิบดีในทิศ ทรง ภาษิตคาถานี้แล้ว ทรงสละราชสมบัติออกบรรพชา อุปมาดังนาคหัตถีปตัวประเสริฐ สลัดตัดเครื่องผูกไปได้ ฉะนั้น. ในวันรุ่งขึ้น ประชาชนที่เหลืออยู่ในพระนคร ประชุมกันแล้วพากัน ไปยังประตูพระราชวัง ให้กราบทูลพระราชเทวีแล้ว พากันเข้าไปในพระราช นิเวศน์ ถวายบังคมพระราชเทวีแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง กล่าว คาถา ความว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka