ยักษ์มองดูพระราชกุมาร ซึ่งก่อไฟเสร็จแล้วเดินมาหา เกิดขนพอง
สยองเกล้าว่า บุรุษนี้เป็นดุจราชสีห์ ไม่กลัวความตายเลย ตลอดกาลมีประมาณ
เท่านี้ เราไม่เคยพบเห็นคนที่ไม่กลัวตายอย่างนี้เลย จึงนั่งชำเลืองดูพระกุมาร
บ่อย ๆ พระราชกุมารเห็นกิริยาของยักษ์แล้ว จึงตรัสคาถา ความว่า
เมื่อครู่นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่า จะกินเราในวันนี้
ทำไมจึงหวาดระแวงเกรงเรา มองดูอยู่บ่อย ๆ เราได้
ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจจะกินก็เชิญ
กินได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุหุํ แปลว่า บ่อย ๆ . บทว่า ตถา
ตถา ตุยฺหมหํ ความว่า ท่านพอใจปรารถนาจะบริโภคเคี้ยวกินเราโดยวิธีใด
เราการทำตามคำของท่านโดยวิธีนั้นแล้ว คราวนี้จักให้เราทำอย่างไร เพราะ
ฉะนั้น เชิญท่านกินเราเสียวันนี้เถิด.
ยักษ์ฟังคำของพระกุมารแล้ว กล่าวคาถา ความว่า
ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความประสงค์
ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะนำมากินเป็นภักษาหารได้
ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้น จะพึง
แตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง.
พระราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงพูดว่า ถ้าท่านไม่ประสงค์จะกินเรา
เหตุไรจึงบอกให้เราหักฟืนมาก่อไฟ เมื่อยักษ์บอกว่า เพื่อต้องการลองดูว่า
ท่านจะหนีหรือไม่ จึงตรัสว่า ท่านจักเข้าใจเราในบัดนี้ได้อย่างไร ครั้งเรา
บังเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ยังไม่ยอมให้ท้าวสักกเทวราชดูหมิ่นตน
ได้ จึงตรัสคาถา ความว่า