[๒๓๖๐] ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนทิ้งหาบเนื้อแล้ว
วิ่งตามเหี้ยไป ถึงจะถูกถามอรรถและธรรมก็ไม่อาจจะ
บอกแก่ท่านได้ ข้าแต่ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชาย
ของข้าพเจ้าชื่อว่า สัญชย มีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถ
และธรรมกะเธอดูเถิด.
[๒๓๖๑] มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้
ไปถึงสำนักสัญชยกุมารแล้ว ได้เห็นสัญชยกุมารนั่ง
อยู่ในนิเวศน์ของตน จึงพูดว่า
[๒๓๖๒] เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพัยราช
ผู้ยงยศทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัสถาม
อรรถและธรรม ได้ตรัสว่าดังนี้ ดูก่อนสัญชยกุมารเจ้า
ถูกถามแล้ว จงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด.
[๒๓๖๓] ข้าแต่ท่านสุจีรตพราหมณ์ มัจจุราช
ย่อมกลืนกินข้าพเจ้า ทั้งเช้าและเย็น ถึงถูกท่านถาม
ก็ไม่สามารถจะบอก อรรถและธรรมแก่ท่านได้.
ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชายของข้าพเจ้ามีอยู่
ชื่อว่าสัมภวกุมาร เชิญท่านไปถามอรรถและธรรม
กะเธอดูเถิด.
[๒๓๖๔] ชาวเราเอ๋ย ปัญหานี้ เป็นธรรม
น่าอัศจรรย์จริง เราไม่พอใจเลย ชนทั้ง ๓ คน คือ
บิดาและบุตรสองคน ยังไม่มีปัญญารู้แจ้งธรรมนี้.