Tipitaka>

พระไตรปิฏก

ฉบับมหาจุฬาราชวิทยาลัย เล่มที่ 27 หน้าที่ 564

<< | หน้าที่ 564 | >>
[๑๕๕] ท่านพราหมณ์สุจีรตะ ข้าพเจ้ามีน้องชายชื่อว่าสัมภวะ

เขาเป็นน้องชายของข้าพเจ้า ขอท่านจงไปถามอรรถและธรรมกับเขาเถิด

(สุจีรตพราหมณ์กล่าวว่า)

{๒๓๖๔} [๑๕๖] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์หนอ

ปัญหาธรรมนี้พวกเรายังไม่พอใจ

บิดาและบุตรทั้ง ๓ คนนั้น

ก็ยังไม่มีปัญญาจะหยั่งรู้ถึงปัญหาธรรมนี้เลย

[๑๕๗] ท่านทั้ง ๓ คนถูกถามถึงอรรถและธรรมนั้นก็ไม่อาจจะบอกได้

ไฉนเล่า เด็กถูกถามถึงอรรถและธรรมจะพึงรู้ได้

(สัญชัยกุมารได้ฟังดังนั้น จึงสรรเสริญสัมภวกุมารว่า)

{๒๓๖๕} [๑๕๘] ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมารก่อนแล้ว

อย่าเพิ่งเข้าใจเธอว่าเป็นเด็ก

พราหมณ์ ท่านถามสัมภวกุมารแล้วพึงรู้อรรถและธรรมได้

[๑๕๙] ดวงจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาสธาตุ

ย่อมสว่างไสวกว่าหมู่ดาวทั้งสิ้นในโลกด้วยรัศมีแม้ฉันใด

[๑๖๐] สัมภวกุมารถึงยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น เพราะประกอบด้วยปัญญา

ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมารก่อนแล้วอย่าเพิ่งเข้าใจเธอว่าเป็นเด็ก

พราหมณ์ ท่านถามสัมภวกุมารแล้วพึงรู้อรรถและธรรมได้

[๑๖๑] ท่านพราหมณ์ เดือนจิตตมาสแห่งคิมหันตฤดู

ย่อมงามยิ่งนักกว่าเดือนอื่น ๆ ด้วยต้นไม้และดอกไม้แม้ฉันใด

[๑๖๒] สัมภวกุมารถึงยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น เพราะประกอบด้วยปัญญา

ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมารก่อนแล้วอย่าเพิ่งเข้าใจเธอว่าเป็นเด็ก

พราหมณ์ ท่านถามสัมภวกุมารแล้วพึงรู้อรรถและธรรมได้

[๑๖๓] ท่านพราหมณ์ หิมวันตบรรพตชื่อคันธมาทน์

ดารดาษไปด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ เป็นที่อยู่แห่งหมู่มหาภูต

ย่อมสว่างไสวและตลบอบอวลไปทั่วทิศด้วยทิพยโอสถแม้ฉันใด

๑ มหาภูต หมายถึงหมู่เทพ (ขุ.ชา.อ. ๗/๑๖๓/๒๑๑)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka