Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 424

เล่ม มมร. 61 หน้า 424 ข้อ 2369
ชาวเราเอ๋ย ปัญหานี้เป็นธรรม น่าอัศจรรย์จริง เราไม่พอใจเลย ชนทั้ง ๓ คน คือ บิดาและบุตรสองคน ยังไม่มีปัญญารู้แจ้งธรรมนี้. ท่านทั้งหลายถูกถามแล้ว ยังไม่สามารบอก อรรถและธรรมนั้นได้ เด็กเจ็ดขวบถูกถามถึงอรรถ และธรรม จะรู้เรื่องได้อย่างไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นายํ ความว่า นี้เป็นปัญหาธรรมที่น่า อัศจรรย์ ชื่อว่าคนผู้สามารถบอกปัญหาธรรมนี้ไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เด็ก ที่ท่านพูดว่า จักบอกได้นี้ เราไม่พอใจเลย. สุ อักษรในบทว่า เต สุ นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า วิธุรพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี ภัทรการมาณพ และสัญชยกุมารบุตรก็ดี รวมเป็น ๓ คนทั้งบิดาและบุตร ยังไม่รู้แจ้ง คือยัง ไม่ทราบชัด ซึ่งธรรมนี้ด้วยปัญญาได้ คนอื่นใครเล่าจักรู้. บทว่า น นํ ความว่า ท่านทั้ง ๓ คนถูกถามแล้ว ยังไม่สามารถบอกได้ เด็กอายุ ๗ ขวบ ถูกถามแล้ว จักรู้ได้อย่างไรกัน คือ จักสามารถรู้ได้ด้วยเหตุไฉน ? สัญชยกุมารได้ฟังดังนั้น จึงชี้แจงว่า ท่านอย่าเข้าใจว่า สัมภวกุมาร เป็นเด็ก ถ้าท่านมีความต้องการด้วยการวิสัชนาปัญหา ท่านจงไปถามเขา ดูเถิด เมื่อจะประกาศเกียรติคุณของกุมารน้องชาย โดยแสดงใจความให้เข้าใจ ได้กล่าวคาถา ๑๒ คาถา ความว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถาม สัมภว- กุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภว กุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. พระจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศ ย่อมสว่างไสวล่วงหมู่ดาวทั้งปวง ในโลกนี้ด้วยรัศมี ฉันใด
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka