Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 503

เล่ม มมร. 61 หน้า 503 ข้อ 2418
เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ ราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่มฤคเหล่าอื่นในป่าว่า ดิฉัน ขอถึงท่านทั้งหลาย ว่าเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาชาติ และที่เนา อยู่ ณ ภูเขาราวไพร ตลอดถึงดวงดาวในอากาศว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า ผู้มีวรรณะเสมอดอกราชพฤกษ์ ผู้ยังดวงดาว ให้รุ่งเรืองงามในราตรีว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง, เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ ณ แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถี อันเป็นที่รับรองแม่น้ำอื่นว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า ผู้เนาสถิตอยู่ ณ ขุนเขาหิมวันต์ อันล้วน แล้วไปด้วยหินว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิฑฺฑํ ผลินสกุณีว ความว่า แม่นก ที่ชื่อว่า สกุณีมีลูกอ่อน เพราะเป็นที่ผลิตสกุณโปดกทั้งหลาย คาบเหยื่อด้วย จะงอยปากแล้วบินกลับมารัง เพราะอันตรายบางอย่าง ฉันใด อนึ่ง แม่โคนม ตัวมีเยื่อใยในลูกน้อย พึงกลับมาสู่ที่อยู่อันลูกน้อยออกไปแล้ว คือโรงที่ว่างเปล่า จากลูกน้อย ฉันใด พระนางสัมพุลานั้น ก็มาสู่อาศรมอันอ้างว้าง ฉันนั้น.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka