Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 504

เล่ม มมร. 61 หน้า 504 ข้อ 2418
แท้จริง คราวนั้น เมื่อพระนางสัมพุลาชักช้าอยู่. โสตถิเสนกุมาร ทรงระแวงว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงเป็นคนเหลาะแหละ จะพึงพาแม้ปัจจามิตรของ เรามา จึงเสด็จออกจากบรรณศาลา เข้าไปนั่งซ่อนอยู่ระหว่างกอไม้. เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวความไว้ดังต่อไปนี้. บทว่า อุตุมตฺตกฺขา ความว่า มีดวงพระเนตรพร่าด้วยความร้อน อันเกิดแต่กำลังของความเศร้าโศก คือฤดู. บทว่า อปสฺสนฺตี ความว่า พระนางสัมพุลาเมื่อไม่เห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตน ก็ปริเทวนาการวิ่งไปมา อยู่ในป่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมเณ พฺราหฺมเณ ได้แก่ สมณพราหมณ์ ผู้ระงับบาป ลอยบาปเสียแล้ว. บทว่า สมฺปนฺนจรเณ ความว่า และ กราบไหว้พระฤาษี ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะ ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ พร้อม ทั้งศีล. อธิบาย ครั้นพระนางสัมพุลา กล่าววิงวอนอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่พบ พระราชโอรส จึงปริเทวนาการว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง ถ้าท่าน เห็นทราบสถานที่ ซึ่งพระสวามีของดิฉันนั่งอยู่ โปรดบอกด้วยเถิด. แม้ใน คาถาที่เหลือทั้งหลาย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ติณาลตานิ โอสโธฺย ความว่า พระนางก็ไหว้วอนเทพยเจ้า อันเนาสถิต ณ กอหญ้าอันมีกระพี้ภายใน มีแก่นในภายนอก ไหว้วอนเทพยเจ้า อันเนาสถิต ณ ลดาชาติ และดวงดาวในอากาศ. พระนางสัมพุลากล่าว คาถานี้ หมายถึงเทพยดาทั้งหลาย ผู้บังเกิดแล้วในลดาชาติเป็นต้น. บทว่า อินฺทิวรีสามํ ได้แก่ เทพยเจ้าผู้มีวรรณะทัดเทียมกับดอกราชพฤกษ์. บทว่า ตุมฺหมฺหิ ความว่า พระนางสัมพุลากล่าวว่า ตํปิ อมฺหิ (ดิฉันขอถึงแม้ท่าน ว่าเป็นที่พึ่ง) ดังนี้ หมายถึง (ดวงดาว) ยามราตรีแม้นั้น. บทว่า ภคิรสึ ได้แก่ แม่น้ำคงคาอันมีนามโดยปริยายอย่างนี้. บทว่า วสนฺตีนํ ความว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka