Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 505

เล่ม มมร. 61 หน้า 505 ข้อ 2418
พระนางสัมพุลากล่าวไว้ หมายถึงเทพยเจ้าผู้บังเกิด ณ แม่น้ำคงคา อันเป็น ที่รับรองแม่น้ำทั้งหลายเหล่าอื่น เป็นอันมากนั่นเอง. แม้ในเทพยเจ้าผู้เนาสถิต ณ ป่าหิมพานต์ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. โสตถิเสนกุมาร ผู้พระสวามีทอดพระเนตรเห็นพระนางปริเทวนาการ อยู่อย่างนี้ จึงทรงดำริว่า นางนี้ร่ำไรรำพันยิ่งนัก แต่ว่าเรายังไม่รู้ความ เป็นไปของนาง ถ้านางทำเช่นนี้เพราะสิเนหาอาลัยในเราแล้ว น่าที่ดวงหทัย ของนางจะแตกทำลาย เราจักทดลองนางดูก่อน แล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ประตู บรรณศาลา. พระนางสัมพุลาก็ร่ำไห้ดำเนินไปยังประตูบรรณศาลาไหว้พระบาท แห่งพระสวามีแล้วทูลว่า ข้าแต่พระสวามีผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์ เสด็จไปไหนมาเพค่ะ ? ลำดับนั้น โสตถิเสนกุมารจึงรับสั่งกะพระนางว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ในวันอื่น ๆ เจ้าไม่เคยมาในเวลานี้เลย วันนี้เจ้ามาจนค่ำคืน เมื่อจะดำรัสถาม จึงตรัสคาถา ความว่า ดูก่อนพระราชบุตรีผู้มียศ เธอมาเสียจนค่ำ ทีเดียวหนอ วันนี้เธอมากับใครเล่า ใครหนอเป็นที่รัก ของเธอยิ่งกว่าเรา. ลำดับนั้น พระนางสัมพุลาจึงกราบทูลพระสวามีว่า ทูลกระหม่อมเอย เมื่อกระหม่อมฉันเก็บผลไม้เสร็จแล้ว เดินมาพบอสูรตนหนึ่ง มันมีจิตรักใคร่ ในหม่อมฉัน ยึดแขนไว้แล้วพูดว่า ถ้าเจ้าไม่ยอมทำตามคำของเรา เราจักกิน เจ้าเป็นอาหาร เวลานั้นหม่อมฉันเศร้าโศกถึงทูลกระหม่อมแต่ผู้เดียว จึงได้ ร่ำไรรำพันอย่างนี้ แล้วกล่าวคาถา ความว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka