ท้าวสักกเทวราช ตรัสสรรเสริญหมู่ฤๅษีอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงหลีก
เสียซึ่งโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น
ท่านอนุสิสสดาบส เห็นท้าวสักกเทวราช ประทับนั่ง ณ ที่ใต้ลมแห่งหมู่ฤๅษี
จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า
กลิ่นแห่งฤๅษีทั้งหลาย ผู้บวชมานาน ย่อมออก
จากกายฟุ้งไปตามลมได้ ดูก่อนท้าวสหัสสเนตร เชิญ
มหาบพิตรถอยไปเสียจากที่นี่ ดูก่อนท้าวเทวราช
กลิ่นของฤๅษีไม่สะอาด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรทกฺขิตานํ ความว่า ของผู้บวชสิ้น
กาลนาน. บทว่า ปฏิกฺกมฺม ความว่า ขอพระองค์โปรดเสด็จหลีกไป คือ
โปรดถอยไปเสีย. บทว่า สหสฺสเนตฺต นี้ เป็นอาลปนะ. แท้จริง ท้าวสักกะ
ก็องค์เดียวนั่นเอง (แต่) ทรงเห็นเนื้อความที่อำมาตย์พันคนคิดกันแล้ว ฉะนั้น
จึงเรียกว่า ท้าวสหัสสเนตร. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ท้าวสหัสสเนตร เพราะ
เป็นผู้สามารถก้าวล่วงอุปจารแห่งการเห็น ของเหล่าเทวดาผู้มีเนตรพันดวง.
บทว่า อสุจิ ความว่า ชื่อว่า มีกลิ่นเหม็น เพราะอบอยู่ด้วยเหงื่อไคล และ
มลทินเป็นต้น อนึ่ง ท่านทั้งหลายเป็นผู้ใคร่ความสะอาด ด้วยเหตุนั้น กลิ่นนี้
ย่อมจะเบียดเบียนท่านทั้งหลาย.
ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาต่อไป ความว่า
กลิ่นแห่งฤๅษีทั้งหลายผู้บวชมานาน จงออก
จากกายฟุ้งไปตามลมเถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ
ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมมุ่งหวังกลิ่นนั้น ดังพวงบุปผชาติ
อันวิจิตรมีกลิ่นหอม เพราะว่าเทวดาทั้งหลาย มิได้มี
ความสำคัญในกลิ่นนี้ ว่าเป็นปฏิกูล.