เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวคุณแห่งขันติอย่างนี้แล้ว พระราชาเหล่านั้น
ทรงพระดำริว่า ท้าวสักกเทวราชตรัสถามแต่ปัญหาของตน จักไม่ให้โอกาส
ถามแก่พวกเรา. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบอัธยาศัยของพระราชา
เหล่านั้น จึงงดปัญหาที่พระองค์เตรียมมาเสีย ๔ ข้อ เมื่อจะตรัสถามความสงสัย
ของพระราชาเหล่านั้น จึงตรัสคาถา ความว่า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน แต่จะ
ขอถามปัญหาอื่นๆกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหา
นั้น โดยมีพระราชา ๔ พระองค์ คือ พระเจ้าทัณฑกี ๑
พระเจ้านาลิกีระ ๑ พระเจ้าอัชชุนะ ๑ พระเจ้ากลาพุ
๑ ขอท่านได้ไปรดบอกคติของพระราชาเหล่านั้น ผู้มี
บาปกรรมอันหนัก พระราชาทั้ง ๔ องค์นั้นเบียดเบียน
พระฤๅษีทั้งหลาย พากันบังเกิด ณ ที่ไหน ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุโมทยิมานา ความว่า ข้าพเจ้า
อนุโมทนาคำสุภาษิตนี้ของท่าน กล่าวคือการวิสัชนาปัญหา ๓ ข้อที่ข้าพเจ้า
ถามแล้ว. บทว่า ยถา อหู ความว่า พระราชาทั้ง ๔ ได้มีแล้ว (โดย
ประการใด). บทว่า กลาพุ จ ได้แก่ พระเจ้ากลาพุ ๑. บทว่า อถชฺชุโน
ได้แก่ พร ะเจ้าอัชชุนะ ๑.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะวิสัชนาปัญหาของท้าวสักกเทวราช
ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ความว่า
ก็พระเจ้าทัณฑกี ได้เรี่ยรายโทษลงในท่านกีส-
วัจฉดาบสแล้ว เป็นผู้ขาดสูญมูลราก พร้อมทั้งอาณา
ประชาราษฎร์ พร้อมทั้งรัฐมณฑล หมกไหม้อยู่ใน