โดยความเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ ย่อมละความพอ
ใจในกามทั้งหลาย อันเป็นทุกข์ มีภัยใหญ่หลวงเสียได้.
ผู้นั้น ปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึง
เจริญเมตตาจิต อันหาประมาณมิได้ งดอาชญาในสัตว์
ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ ได้แก่ อาจารศีล. บทว่า สิริ
ได้แก่ อิสริยยศ. บทว่า สตญฺจ ธมฺมํ ได้แก่ สัปปุริสธรรม. บทว่า
ปญฺญํ ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงบรรดา
ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ อย่างนี้ว่า อย่างไหนประเสริฐกว่ากัน ?
บทว่า ปญฺา หิ ความว่า พระมหาสัตว์ทูลว่า ดูก่อนท้าวสักกะ
ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่าปัญญานี้นั้น คนฉลาดทั้งหลายเช่นพระพุทธเจ้า
เป็นต้น กล่าวว่าประเสริฐสุด เหมือนดวงดาวแวดล้อมดวงจันทร์ ดวง
จันทร์นั่นแหละสูงสุดกว่าดวงดาวเหล่านั้น ฉันใด ธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้คือ
ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ก็ฉันนั้น. บทว่า อนฺวายกา ปญฺวโต
ภวนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้น คือเป็นบริวารของ
ปัญญานั่นเอง.
คำว่า กถํกโร เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกันเท่านั้น. บทว่า
กถํกโร ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า บุคคลกระทำอยู่ซึ่งกรรมอะไร
ประพฤติอะไร เสพคือคบหา ซึ่งกรรมอะไร ย่อมได้ซึ่งปัญญาในโลกนี้ทีเดียว
ท่านโปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญาอย่างเดียว ข้าพเจ้าใคร่จะรู้ สัตว์ผู้ต้องตาย
เป็นสภาพ ทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้ชื่อว่า มีปัญญา.
บทว่า วุฑฺเฒ ได้แก่ บัณฑิต ผู้ถึงซึ่งความเจริญด้วยความรู้. บทว่า
นิปุเณ ความว่า ผู้สามารถรู้เหตุการณ์อันสุขุม. บทว่า เอวํกโร ความว่า