Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 61 หน้าที่ 715

เล่ม มมร. 61 หน้า 715 ข้อ 2549
ครั้นกุลพันธนเศรษฐี ได้ฟังพระราชดำรัส ก็ถอยออกไป พระมหา สัตว์ จึงตรัสเรียกพระอนุชาพระนามว่า โสมทัต มารับสั่งว่า พ่อโสมทัต พี่กระสัน เหมือนไก่ป่าถูกขังอยู่ในกรง ความไม่ยินดี ในฆราวาสครอบงำพี่ พี่จักบวชในวันนี้ให้ได้ เธอจงครอบครองราชสมบัตินี้เถิด เมื่อจะทรงมอบ ราชสมบัติให้จึงตรัสพระคาถา ความว่า ดูก่อนพ่อโสมทัต เราเป็นผู้กระสันนัก ความไม่ ยินดี ย่อมมาครอบงำเรา อันตรายมีมาก เราจักบวช ให้ได้ในวันนี้ทีเดียว. แม้โสมทัต ทรงฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็มีพระประสงค์จะทรง ผนวช เมื่อจะแสดงพระประสงค์นั้น จึงตรัสคาถาต่อไป ความว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่สุตโสม แม้กิจนี้พระองค์ทรงพอ พระทัย ขอพระองค์ทรงผนวช ณ บัดนี้ แม้หม่อมฉัน ก็จักบวชในวันนี้ทีเดียว หม่อมฉันไม่อาจอยู่ห่างพระ องค์ได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงห้ามพระอนุชา แล้วตรัสคาถากึ่งคาถา ความว่า เธอจักบวชยังไม่ได้ เพราะว่าใคร ๆ ในพระ นคร และคามนิคมในชนบทจะไม่พากันหุงต้ม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ ปจฺจติ ความว่า เพราะได้ทราบ ความประสงค์ ในการบรรพชาของพี่ในบัดนี้ ก่อนเก่านั้น ใคร ๆ ใน สุทัสนนคร อันมีอาณาเขต ๑๒ โยชน์นี้ และในชนบททั้งสิ้น ยังไม่พา กันหุงหาอาหาร คือยังไม่พากันยังไฟในเตาให้โพลง ถ้าเมื่อเราบวชเสียทั้งสอง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka