พระนางประภาวดีนั้น ได้สดับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว จึงพร้อม
ด้วยพระภคินีทั้งหลาย และพวกนางบริจาริกาเป็นจำนวนมาก เสด็จไปยังสำนัก
ของพระโพธิสัตว์นั้น ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ประทับยืนด้วยเพศแห่งคน
ล้างหม้อเช่นนั้นแล ทรงทราบว่า พระนางประภาวดีนั้น เสด็จมายังสำนักของ
พระองค์ จึงทรงพระดำริว่า วันนี้เราจักทำลายมานะของแม่ประภาวดี ให้นาง
หมอบลงในโคลนใกล้เท้าของเราให้จงได้ จึงทรงราดน้ำที่พระองค์ตักมาทั้ง
หมด ทรงเหยียบย่ำที่ประมาณเท่ามณฑลแห่งลานนวดข้าว ทำให้เป็นโคลน
ไปหมด พระนางประภาวดีนั้น เสด็จไปยังสำนักของพระเจ้ากุสราชผู้พระโพธิ-
สัตว์นั้น ทรงมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระองค์ ประทับนั่งที่โคลนแล้ว
ทรงขอโทษพระโพธิสัตว์นั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระนางประภาวดี ผู้มีผิวพรรณดังเทพธิดา ทรง
รับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว ได้ซบพระเศียรลง
กอดพระบาทพระเจ้ากุสราช ผู้มีพระกำลังมาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิรสา ความว่า พระนางประภาวดี
ทรงหมอบพระเศียรลง แล้วทรงจับพระเจ้ากุสราชที่พระบาท ก็แล ครั้นทรง
จับแล้ว เมื่อจะยังพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ให้ทรงอดโทษ จึงได้ภาษิตพระคาถา
๓ คาถาว่า
ราตรีเหล่านี้ที่ล่วงไป เว้นจากพระองค์นั้นเพียง
ใด หม่อมฉัน ขอถวายบังคมพระยุคลบาท ของพระ
องค์ด้วยเศียรเกล้าเพียงนั้น ขอพระองค์โปรดอย่าทรง
พิโรธหม่อมฉันเลย หม่อมฉัน ขอตั้งสัตว์ปฏิญาณ