ก็นารีทั้งหลาย ภายในพระราชวัง ของพระเจ้า
มัททราชนั้น พากันมองดูพระโพธิสัตว์เจ้า ผู้เสด็จ
เยื้องกรายดุจราชสีห์ ทรงปรบพระหัตถ์เสวยพระกระ-
ยาหารถึงสองเท่าพระองค์นั้น.
คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็พวกหญิงพากันเปิดหน้าต่าง ใน
ภายในบุรีแห่งพระราชาแล้ว มองดูพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ผู้ทรงเยื้องกรายและ
ปรบพระหัตถ์อยู่ในที่นั้น.
ลำดับนั้น พระเจ้ามัททราช ทรงส่งช้างตัวประเสริฐ อันประดับแล้ว
มีควาญช้างประจำพร้อมเสร็จไปถวาย. ท้าวเธอเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างซึ่งมี
เศวตฉัตรอันยกขึ้นแล้ว ตรัสว่า พวกท่านทั้งหลายจงพาพระนางประภาวดี
มาเถิด แล้วให้พระนางประทับนั่ง ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ อันจตุรงคินีเสนา
แวดล้อมเป็นกระบวนทัพ เสด็จออกทางประตูด้านทิศปราจีน ทอดพระเนตร
เห็นกองทัพของข้าศึก จึงเปล่งพระสุรสีหนาทขึ้น ๓ ครั้งว่า เราคือพระเจ้า
กุสราช ใครรักชีวิต ก็จงยอมอ่อนน้อมกับเราเสียเถิด แล้วได้ทรงกระทำการ
ปราบปรามกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากุสราช ครั้นเสด็จขึ้นประทับบนคอ
ช้างสาร โปรดให้พระนางประภาวดีประทับเบื้องหลัง
แล้ว เสด็จเข้าสู่สงคราม ทรงบันลือพระสุรสีหนาท
กษัตริย์ ๗ พระนคร ทรงสดับพระสุรสีหนาทของ
พระเจ้ากุสราช ผู้บันลืออยู่ ถูกความกลัวแต่เสียง
ของพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว พากันแตกหนีไป