Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 62 หน้าที่ 489

เล่ม มมร. 62 หน้า 489 ข้อ 295
ท่านเพราะความทะเลาะกันด้วยเรื่องสุธาโภชน์ ข้าแต่ ท่านผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอท่านจงแบ่งสุธาโภชน์ นั้นให้ข้าพเจ้าบ้าง. ข้าแต่มหามุนี ผู้สูงสุดกว่าผู้บูชาทั้งหลาย ข้าพเจ้าปรารถนาควานสุขแก่นรชนใด นรชนนั้นบัน- เทิงอยู่ด้วยสรรพกามสมบัติทั้งหลาย ท่านจงรู้จัก ข้าพเจ้าว่า สิรี ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอ ท่านจงแบ่งสุธาโภชน์ให้ข้าพเจ้าบ้างเถิด. ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ลำดับนั้น คือ ในกาลนั้น. คำว่า อนุมัติ คือ รับรู้แล้ว อธิบายว่า เป็นผู้อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ทั้งหลาย อนุมัติแล้วด้วย ส่งไปแล้วด้วยในกาลนั้น. คำว่า เป็นผู้บันเทิง อย่างยิ่ง อธิบายว่า เป็นผู้รื่นเริงอย่างยิ่ง ทุกนางมิได้มีเหลือเลย พระบาลี บางฉบับเป็น สามํ แปลว่า เอง อธิบายว่า ก็โกสิยดาบสนั้นเห็นนางเทพ- กัญญาเหล่านั้นเองทีเดียว. คำว่า ๔ หมายเอานางเทพกัญญาทั้ง ๔ อีกอย่าง หนึ่ง พระบาลีเป็นจตุราก็มี อธิบายว่า ประกอบพร้อมด้วยทิศทั้ง ๔. คำว่า ประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย คือ ประเสริฐกว่าดวงดาราทั้งหมด. คำว่า มีร่างกายคล้ายรูปทองคำ คือมีสรีระเหมือนกับรูปเปรียบทองคำ. คำว่า ข้าพเจ้ามีชื่อว่า นางสิรี คือ ข้าพเจ้ามีนามว่า สิรี. คำว่า มาสู่สำนัก ของท่าน คือมายังสำนักของพระผู้เป็นเจ้า. คำว่า จงแบ่ง คือ แบ่งให้ ข้าพเจ้าได้ด้วยประการใด. ขอท่านจงทำด้วยประการนั้นเถิด อธิบายว่า จงให้ สุธาโภชน์แก่ข้าพเจ้าบ้าง. คำว่า จงรู้ คือจงรู้จัก. คำว่า สูงสุดกว่าผู้บูชาทั้ง หลาย คือเป็นผู้อุดมกว่าผู้บูชาอยู่ซึ่งไฟ. โกสิยดาบสสดับคำนั้น จึงกล่าวคาถาว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka