Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 62 หน้าที่ 496

เล่ม มมร. 62 หน้า 496 ข้อ 295
เมื่อ อธิบายว่า เป็นผู้มีศรัทธาอันหาโทษมิได้ จริงอยู่ คำว่า ศรัทธา นี้ เป็นชื่อของเทวดาผู้สามารถตบแต่งจัดแจง แม้ในบุคคลอื่นมีการจัดแจงโดย ส่วนเดียวเป็นสภาพ. ลำดับนั้น โกสิยดาบสจึงกล่าวว่ากะนางศรัทธานั้นว่า ก็บางคราวมนุษย์ทั้งหลาย ถืออาการให้บ้าง การฝึกฝนบ้าง การบริจาคบ้าง การสำรวมบ้าง ย่อมกระทำด้วยความเชื่อ แต่มนุษย์พวกหนึ่งกระทำ โจรกรรมบ้าง พูดเท็จบ้าง ล่อลวงบ้าง กล่าวส่อเสียด บ้าง ท่านอย่าประกอบต่อไปเลย. บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งในภรรยาทั้งหลาย ผู้ ประกอบด้วยศีล ผู้มีวัตรในการปฏิบัติสามีดีแล้ว และ เป็นผู้เสมอกัน ย่อมนำความพอใจในนางกุลธิดาออก เสีย เพราะเขาทำความเชื่อตามคำของนางกุมกทาสีอีก ดูก่อนนางศรัทธา ตัวท่านนั่นแล ให้ชนอื่นเสพคบ ภรรยาของผู้อื่น ท่านย่อมทำบาป ละทิ้งกุศลเสีย นาง เช่นท่านไม่สมควรแก่อาสนะและน้ำ สุธาโภชน์จักมี แต่ไหนเล่า ท่านจงไปเสีย ท่านไม่เป็นที่ชอบใจ ของเรา. ก็ดาบสนั้น กล่าวกะนางเทพธิดาผู้มีชื่อว่า ศรัทธานั้นว่า สัตว์เหล่า นี้เชื่อถ้อยคำของผู้ใดผู้หนึ่งแล้ว ย่อมกระทำกรรมนั้น ๆ เขาย่อมทำกรรมซึ่งไม่ สมควรกระทำให้มากกว่ากรรมที่ควรกระทำเสียอีก กรรมนั้นทั้งหมด ย่อม ชื่อว่า เป็นกรรมที่ท่านใช้ให้เขาทำแล้วทุกอย่าง ดังนี้ กล่าวไว้แล้ว ด้วยความ มุ่งหมายอย่างนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka