Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 62 หน้าที่ 678

เล่ม มมร. 62 หน้า 678 ข้อ 393
สองมือแล้วทูลว่า บัดนี้ชอมหาบพิตรจงทรงสดับคาถาชื่อว่าสตารหา ๔ คาถา ตามที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้ อันจะถอนความเมามีความเมาด้วยราคะ เป็นต้นให้สร่าง ให้สำเร็จอมตมหานิพพานนี้แล้ว ดูคัมภีร์กล่าวคาถาว่า ข้าแต่ท่านสุตโสมมหาราช การสมาคมกับสัต- บุรุษคราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น ย่อมรักษา ผู้สมาคมนั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากก็รักษา ไม่ได้ พึงคบกับสัตบุรุษ พึงกระทำความสนิทสนมกับ สัตบุรุษ เพราะรู้สัตธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญ ไม่มีความเสื่อม ราชรถที่เขาให้วิจิตรเป็นอันดี ยัง คร่ำคร่าได้แล. แม้สรีระก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วน ธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษกับ สัตบุรุษด้วยกัน ย่อมรู้กันได้. ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหา- สมุทร เขาก็กล่าวกันว่าไกล ข้าแต่พระราชา ธรรม ของสัตบุรุษและธรรมของอสัตบุรุษทั้งสองนี้ ท่าน กล่าวว่าไกลกันยิ่งกว่านั้นแล. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า คราวเดียวเท่านั้น หมายถึงสิ้นวาระเดียว เท่านั้น. คำว่า สัตบุรุษ หมายถึงสัตบุรุษทั่ว ๆ ไป. คำว่า ผู้สมาคมนั้น อธิบายว่า การสังคมคือการสมาคมกับพวกสัตบุรุษนั้น ไม้เป็นไปแล้วเพียง ครั้งเดียว ก็ย่อมอภิบาลรักษาคุ้มครองบุคคลนั้นได้. คำว่า อสัตบุรุษ อธิบายว่า
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka