พระเจ้าวิเทหราชได้ทรงสดับคำของเสนกะนั้นแล้ว ไม่ตรัสถามอาจารย์
อีก ๓ คน เมื่อจะตรัสถามมโหสถบัณฑิตผู้ยังใหม่ในหมู่ซึ่งนั่งอยู่ จึงตรัสว่า
ดูก่อนมโหสถผู้มีปัญญาไม่ทราม ผู้เห็นธรรม
สิ้นเชิง เราถามเจ้า ในคน ๒ พวกนี้ นักปราชญ์
ยกย่องใคร คนพาลผู้มียศ หรือบัณฑิตผู้ไม่มีโภคะ
คนไหนว่าประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลธมฺมทสฺสิ แปลว่า ผู้เห็นธรรม
ทั้งปวง.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทูลเตือนพระราชาว่า โปรดทรงฟังเถิด พระ-
มหาราชเจ้า แล้วทูลว่า
คนพาลทำธรรมเป็นบาปก็สำคัญว่าอิสริยะของ
เราในโลกนี้ประเสริฐ คนพาลเห็นโลกนี้เป็นปกติ
ไม่เห็น โลกหน้าเป็นปกติ ก็ได้รับเคราะห์ร้ายในโลก
ทั้ง ๒ ข้าพระองค์เห็นความเหล่านี้จึงขอกราบทูลว่า
คนมีปัญญาประเสริฐแท้ คนเขลามียศจะประเสริฐ
อะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธเมว ความว่า สำคัญว่าอิสริยะ
ของเรานี้เท่านั้นในโลกนี้ประเสริฐ. บทว่า กลิมคฺคเหสิ ความว่า คนพาล
ทำกรรมเป็นบาปด้วยความเมาในอิสริยะ เกิดในนรกเป็นต้น ในปรโลก มาจาก
นรกนั้นเกิดเป็นผู้มีโภชนะเป็นทุกข์ในตระกูลต่ำในโลกนี้อีก ชื่อว่าย่อมถือเอา
ความปราชัยในโลกทั้งสอง ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เอตมฺปิ ความว่า
ข้าพระองค์เห็นเหตุแม้นี้ จึงกล่าวว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาเท่านั้นเป็นผู้สูงสุด
ผู้โง่เขลาแม้เป็นใหญ่ก็ไม่ใช่ผู้สูงสุด.