ความว่า ทะเลนั้นแม้มีกำลังยิ่งยกคลื่นขึ้นเป็นพัน ๆ ก็ไม่อาจล่วงฝั่งไปได้
คลื่นทั้งหมดถึงฝั่งแล้วย่อมแตกไปแน่แท้. บทว่า เอวนฺปิ ความว่า กิจการ
ที่คนเขลาประสงค์ ย่อมไม่อาจล่วงคนมีปัญญาไปได้ ถึงคนมีปัญญานั้นแล้ว
ย่อมทำลายไปฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า ปญฺํ นาจฺเจติ ความว่า ธรรมดา
คนมีสิริย่อมไม่ล่วงคนมีปัญญาไปได้ อธิบายว่า ไม่มีใครเลยที่เกิดความสงสัย
ในอัตถะและอนัตถะขึ้นแล้ว ผ่านเลยคนมีปัญญาไปแทบเท้าของคนเขลาผู้เป็น
อิสระ แต่ย่อมได้การวินิจฉัยแทบเท้าของคนมีปัญญาเท่านั้น.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสถามเสนกะ ว่าจะแก้อย่างไร
เสนกะกราบทูลว่า โปรดฟังเถิด พระเจ้าข้า แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
หากว่าคนมียศผู้ไม่มีศีลอยู่ในที่วินิจฉัย กล่าว
ข้อความแก่ชนเหล่าอื่น คำของผู้นั้นย่อมเจริญงอกงาม
ในท่ามกลางบริษัท คนมีปัญญายังคนมีสิริต่ำช้า ให้
ทำตามถ้อยคำของตนหาได้ไม่ ข้าพระองค์เห็นความ
ดังนี้ จึงทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนต่ำช้า คนมีสิริ
เป็นคนประเสริฐแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสญฺโต เจปิ ความว่า ก็แม้ถ้าคน
มียศเป็นคนไม่สำรวมกายเป็นต้นคือเป็นคนทุศีล. บทว่า สณฺานคโต
ความว่า คนมียศดำรงอยู่ในที่วินิจฉัย กล่าวข้อความแก่คนเหล่าอื่น เมื่อเขา
ซึ่งแวดล้อมไปด้วยบริวารใหญ่ กล่าวมุสาทำให้เป็นเจ้าของบ้าง ให้ไม่เป็น
เจ้าของบ้าง คำของเขานั่นแลย่อมงอกงาม คนมีปัญญาย่อมยังคนมีสิริต่ำช้าให้
ทำตามถ้อยคำไม่ได้ เพราะเหตุนั้น คนมีปัญญาจึงเป็นคนต่ำช้า คนมีสิริจึง
เป็นคนประเสริฐแท้.