เมื่อพระราชาตรัสถามมโหสถอีกว่า พ่อจะแก้อย่างไร มโหสถบัณฑิต
จึงกราบทูลว่า โปรดฟังเถิด พระเจ้าข้า เสนกะคนเขลาจะรู้อะไร ดูอยู่แค่
โลกนี้เท่านั้น ไม่ดูไปถึงปรโลก แล้วกล่าวคาถานี้ว่า
คนเขลามีปัญญาน้อยกล่าวมุสาแก่คนอื่นบ้าง
แม้แก่ตนบ้าง คนเขลานั้นถูกติเตียนในท่ามกลางที่
ประชุม ภายหลังเขาจะไปทุคติ ข้าพระองค์เห็นความ
ดังนี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นเป็นคน
ประเสริฐ คนเขลามียศหาประเสริฐไม่.
ลำดับนั้น เสนกะกล่าวคาถานี้ว่า
ถ้าคนมีปัญญาดุจแผ่นดิน ไม่มีที่อยู่ มีทรัพย์
น้อย เป็นคนเข็ญใจ กล่าวข้อความคำของเขานั้น
ย่อมไม่งอกงามในท่ามกลางญาติ และสิริย่อมไม่มีแก่
คนมีปัญญา ข้าพระองค์เห็นความดังนี้ จึงกราบทูลว่า
คนมีปัญญาเป็นคนต่ำช้า คนมีสิริเท่านั้นเป็นคน
ประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถมฺปิ เจ ความว่า ถ้ากล่าวแม้
เหตุการณ์. บทว่า าติมชฺเฌ ได้แก่ ในท่ามกลางบริษัท. ด้วยบทว่า
ปญฺาณวโต อาจารย์เสนกะแสดงความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า
ธรรมดาสิริแม้จะมีอยู่ตามปกติ ถึงความเป็นยอดความงามแห่งสิริ ก็ไม่มีแก่
ผู้มีปัญญานั่นแล ด้วยว่าผู้มีปัญญานั้นย่อมไม่ปรากฏในสำนักของผู้มีสิริ
ประดุจหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น.
เมื่อพระราชาตรัสถามมโหสถอีกว่า พ่อจะแก้อย่างไร มโหสถบัณฑิต
จึงกราบทูลว่า เสนกะจะรู้อะไร ดูอยู่แค่โลกนี้เท่านั้น ไม่ดูไปถึงปรโลก แล้ว
กล่าวคาถานี้ว่า