Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 63 หน้าที่ 379

เล่ม มมร. 63 หน้า 379 ข้อ 686
คนมีปัญญาดุจแผ่นดินไม่กล่าวคำเหลาะแหละ เพื่อเหตุของผู้อื่นหรือแม้ของตน คนผู้นั้นอันมหาชน บูชาแล้วในท่ามกลางที่ประชุม ภายหลังเขาจะไปสุคติ ข้าพระองค์เห็นความดังนี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญา เท่านั้นเป็นคนประเสริฐ คนเขลานี้ยศหาประเสริฐไม่. ลำดับนั้น เสนกะกล่าวคาถานี้ว่า ช้าง โค ม้า กุณฑลแก้วมณี และนารีทั้งหลาย เกิดในสกุลมั่งคั่ง ทั้งหมดนั้นย่อมเป็นอุปโภคของ บุรุษผู้มีอิสระ สัตว์ผู้ไม่มีอิสระก็เป็นอุปโภคของผู้มี อิสระ ข้าพระองค์เห็นความดังนี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนต่ำช้า คนมีสิริเท่านั้น เป็นคน ประเสริฐ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธสฺส ได้แก่ ผู้มีอิสระ. บทว่า อนิทฺธิมนฺโต ความว่า มิใช่แต่นารีเหล่านั้นเท่านั้นที่เป็นอุปโภค ที่แท้สัตว์ ทั้งหลายผู้ไม่มีอิสระทั้งหมดทีเดียว ย่อมเป็นอุปโภคของผู้มีอิสระนั้น. ลำดับนั้น มโหสถบัณฑิตกล่าวว่า เสนกะจะรู้อะไร เมื่อจะชักเหตุ อันหนึ่งมาแสดง จึงกล่าวคาถานี้ว่า สิริย่อมละเสียซึ่งคนเขลาผู้ไม่จัดการงาน ผู้มี ความคิดอย่างคนไม่มีความคิด ผู้มีปัญญาทราม เหมือนงูละคราบเก่าเสียฉะนั้น พระองค์เห็นความ ดังนี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นเป็นคนประ- เสริฐ คนเขลามียศหาประเสริฐไม่.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka