Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 64 หน้าที่ 660

เล่ม มมร. 64 หน้า 660 ข้อ 1269
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า พระราชกุมารกุมารีทอดพระเนตรเห็นพฤกษชาติ เผล็ดผลในป่าใหญ่ ก็ทรงกันแสงเพราะเหตุอยากเสวย ผลไม้เหล่านั้น ต้นไม้ทั้งหลายเต็มไปในป่า ประหนึ่ง เห็นพระราชกุมารกุมารีทรงกันแสง ก็ร้อนใจน้อม กิ่งลงมาถึงพระราชกุมารกุมารีเอง พระนางมัทรีราช- เทวีผู้งามทั่วองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นอัศจรรย์นี้อันไม่ เคยมีมา ทำให้ขนพองสยองเกล้า ก็ยังสาธุการให้เป็น ไป ความอัศจรรย์ไม่เคยมีทำให้ขนพองสยองเกล้ามี ในโลก พฤกษชาติทั้งหลายน้อมลงมาเอง ด้วยเดชา นุภาพแห่งพระเวสสันดร. ตั้งแต่เชตุดรราชธานีถึงภูเขาชื่อสุวรรณคิรีตาละ ๕ โยชน์ ตั้งแต่สุวรรณ คิรีตาละถึงแม่น้ำชื่อโกนติมารา ๕ โยชน์ ตั้งแต่แม่น้ำโกนติมาราถึงภูเขาชื่อ อัญชนคิรี ๕ โยชน์ ตั้งแต่ภูเขาอัญชนคิรีถึงบ้านพราหมณ์ชื่อตุณณวิถนาลิทัณฑ์ ๕ โยชน์ ตั้งแต่บ้านพราหมณ์ตุณณวิถนาลิทัณฑ์ถึงมาตุลนคร ๑๐ โยชน์ รวม ตั้งแต่เชตุดรนครถึงแคว้นนั้นเป็น ๓๐ โยชน์ เทวดาย่นมรรคานั้น กษัตริย์ ทั้ง ๔ พระองค์จึงเสด็จถึงมาตุลนครในวันเดียวเท่านั้น. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เทวดาทั้งหลายย่นมรรคาด้วยอนุเคราะห์แก่พระ- ราชกุมารกุมารี กษัตริย์ทั้ง ๔ ถึงเจตรัฐโดยวันที่เสด็จ ออกนั้นเอง. ก็แลกษัตริย์ทั้ง ๔ เมื่อเสด็จไป ได้เสด็จดำเนินตั้งแต่เวลาเสวยเช้า แล้ว ลุถึงมาตุลนครในเจตรัฐเวลาเย็น
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka