Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 64 หน้าที่ 743

เล่ม มมร. 64 หน้า 743 ข้อ 1269
ครั้งนั้น เทพบุตร (ที่จำแลงเป็นสามสัตว์) เหล่านั้น แลดูเวลาก็รู้ว่า บัดนี้เป็นเวลาที่จะให้บรรดาแก่พระนางแล้ว จึงลุกขึ้นหลีกไป พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า เมื่อพระนางเจ้ามัทรีทรงพิไรรำพันอยู่ เหล่า มฤคจำแลงได้ฟังพระวาจาอันอ่อนหวานกอรปด้วยน่า เอ็นดูมาก ก็หลีกไปจากทางเสด็จ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนลปตึ ความว่า วาจาอ่อนหวาน บริสุทธิ์ ไม่มากไปด้วยน้ำลาย คือปราศจากน้ำลายแตก. เมื่อพาลมฤคทั้งสามหายไปแล้ว พระนางเจ้ามัทรีก็เสด็จไปถึงอาศรม ก็ในกาลนั้นเป็นวันบูรณมีอุโบสถ พระนางเจ้าเสด็จถึงท้ายที่จงกรม ไม่เห็น พระลูกรักทั้งสองซึ่งเคยเห็นในที่นั้น ๆ จึงตรัสว่า พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นเคย ลุกยืนรับเราในประเทศนี้ ดุจลูกวัวอ่อนยืนคอยแม่ โคนมฉะนั้น. พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นเคย ยืนต้อนรับแม่อยู่ตรงนี้ดุจหงส์ยืนอยู่บนเปือกตมฉะนั้น พระลูกน้อยทั้งสองขะมุกขะมอมไปด้วยฝุ่นเคย ยืนรับเราอยู่ที่ใกล้อาศรมนี้ ลูกทั้งสองเคยร่าเริงหรรษา วิ่งมาต้อนรับแม่ ดุจมฤคชาติชูหูวิ่งแล่นไปโดยรอบ ฉะนั้น ร่าเริงบันเทิงเป็นไป ประหนึ่งยังหัวใจแม่ให้ ยินดี วันนี้แม่ไม่เห็นชาลีและกัณหาชินาลูกรักทั้งสอง นั้น วันนี้แม่ละลูกทั้งสองออกไปหาผลไม้ เหมือน แม่แพะแม่เนื้อและแม่นกพ้นไปจากรัง และแม่ราชสีห์
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka