Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 64 หน้าที่ 779

เล่ม มมร. 64 หน้า 779 ข้อ 1269
บัดนี้ พระชาสีราชกุมารเมื่อจะทรงแสดงพระวาจาของพระกัณหาชินา นั้น จึงตรัสว่า น้องกัณหาชินาได้กราบทูลพระบิดาว่า ข้าแต่ พระบิดา พราหมณ์นี้ตีหม่อมฉันด้วยไม้เท้า ดุจตีทาสี เกิดในเรือน ข้าแต่พระบิดา พราหมณ์ทั้งหลายเป็น ผู้ประกอบด้วยธรรม แต่พราหมณ์นี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ แกเป็นยักษ์แปลงเพศเป็นพราหมณ์ มานำหม่อมฉัน ทั้งสองไปเคี้ยวกิน ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันทั้งสอง ถูกปีศาจนำไป พระองค์ทอดพระเนตรเห็นหรือหนอ. ลำดับนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยทอดพระเนตรเห็นพระราชนัดดาทั้งสอง ยังไม่พ้นจากมือพราหมณ์ชูชก จึงตรัสคาถาว่า พระมารดาของหลานทั้งสองก็เป็นราชบุตรี พระ บิดาของหลานทั้งสองก็เป็นราชโอรส แต่ก่อนหลาน ทั้งสองขึ้นนั่งบนตักปู่ เดี๋ยวนี้มายืนอยู่ไกล เพราะ อะไรหนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ เม ความว่า แต่ก่อนนี้ หลาน ทั้งสองเห็นปู่เข้ามาโดยเร็ว ขึ้นตักปู่ บัดนี้เหตุอะไรหนอ หลานทั้งสองจึงยืน อยู่ไกล. พระชาลีราชกุมารกราบทูลว่า พระชนนีของหม่อมฉันทั้งสองเป็นพระราชบุตรี พระชนกของหม่อมฉันทั้งสองเป็นพระราชบุตร แต่ หม่อมฉันทั้งสองเป็นทาสีของพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันทั้งสองจึงต้องยืนอยู่ไกล.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka