แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวว่า บทว่า กามธาตุ ได้แก่ขันธ์ ๕ ใน
กามภพ. บทว่า รูปธาตุ ได้แก่ขันธ์ ๕ ในรูปภพ. บทว่า อรูปธาตุ
ได้แก่ขันธ์ ในอรูปภพ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ธาตุที่ประกอบด้วยกามกล่าวคือกามภพ ชื่อว่ากาม
ธาตุ. หรือธาตุกล่าวคือกาม ชื่อว่า กามธาตุ. ธาตุที่ละกามประกอบด้วย
รูป ชื่อว่า รูปธาตุ, หรือธาตุกล่าวคือรูป ชื่อว่ารูปธาตุ. ธาตุที่ละทั้ง
กามและรูปประกอบด้วยอรูปชื่อว่า อรูปธาตุ. หรือธาตุกล่าวคืออรูป
ชื่อว่า อรูปธาตุ.
ธาตุเหล่านั้นแหละ ท่านกล่าวไว้โดยปริยายแห่งภพอีก ก็ท่านเรียก
ว่าภพ เพราะอรรถว่า เป็นอยู่. ภพที่ประกอบด้วยสัญญา ชื่อว่า สัญญา
ภพ, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สัญญาภพ เพราะอรรถว่า ภพของผู้มีสัญญา
หรือสัญญามีอยู่ในภพนี้. สัญญาภพนั้น เป็นกามภพด้วย เป็นรูปภพที่พ้น
จากอสัญญาภพด้วย เป็นอรูปภพที่พ้นจากเนวสัญญานาสัญญาภพด้วย.
ภพที่ไม่ใช่สัญญาภพ ชื่อว่า อสัญญาภพ อสัญญาภพนั้น เป็น
เอกเทศแห่งรูปภพ.
ชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญา เพราะอรรถว่า มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะ
ไม่มีความเป็นแห่งโอฬาร. ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เพราะมีสภาวะเป็นของ
ละเอียด. ภพที่ประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญานั้น ชื่อว่า เนวสัญญา
นาสัญญาภพ. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เนวสัญญาสัญญาภพ เพราะ
อรรถว่าในภพนี้มีเนวสัญญานาสัญญา เพราะไม่มีสัญญาอันโอฬาร และ
เพราะมีสัญญาอันละเอียด เนวสัญญานาสัญญาภพนั้น เป็นเอกเทศแห่ง
อรูปภพ.