Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 136

เล่ม มมร. 65 หน้า 136 ข้อ 29
จิตเข้าถึงความเสีย หรือให้ถึงความพินาศ คือยังสมบัติคือวินัยและอาจาร หรือประโยชน์เกื้อกูลและความสุขเป็นต้น ให้พินาศ. ความหดหู่ ชื่อว่า ถีนะ. ความเคลิบเคลิ้ม ชื่อว่า มิทธะ. อธิบายว่า ความไม่ขะมักเขม้น และความทำลายสมบัติ. ถีนะด้วย มิทธะ ด้วย ชื่อว่า ถีนมิทธะ. ใน ๒ อย่างนั้น ถีนะ มีความไม่ขะมักเขม้น เป็นลักษณะ. มีการบรรเทาความเพียรเป็นรส, มีความจมลงเป็นปัจจุ- ปัฏฐาน. มิทธะ มีความไม่ควรแก่การงานเป็นลักษณะ, มีความตก ต่ำเป็นรส, มีความเหี่ยวแห้งหรือความเคลิ้มหลับเป็นปัจจุปัฏฐาน. ทั้ง ถีนะและมิทธะ มีอโยนิโสมนสิการในความริษยา ความเฉื่อยชาและ หาวนอนเป็นต้นเป็นปทัฏฐาน. ความเป็นแห่งคนฟุ้งซ่าน ชื่อว่า อุทธัจจะ อุทธัจจะนั้นมีความ ไม่สงบเป็นลักษณะ, มีความไม่ตั้งมั่นเหมือนน้ำกระเพื่อมเพราะถูกลมพัด เป็นรส, มีจิตกวัดแกว่งเหมือนธงปฏากสะบัดเพราะถูกลมพัดเป็นปัจจุ- ปัฏฐาน, มีอโยนิโสมนสิการในความไม่สงบใจเหมือนเถ้าฟุ้งขึ้นเพราะถูก แผ่นหินทุ่มเป็นปทัฏฐาน. พึงเห็นว่าความฟุ้งซ่านแห่งจิตนั้นเอง. ความน่าเกลียดที่บุคคลกระทำแล้ว ชื่อว่า กุกกตะ. ความเป็นแห่ง กุกกตะนั้น ชื่อว่า กุกกุจจะ ความรำคาญ. กุกกุจจะนั้นมีความตาม เดือดร้อนภายหลังเป็นลักษณะ, มีความเศร้าโศกถึงสิ่งที่ทำแล้วยังไม่ได้ทำ เป็นรส, มีความร้อนใจเป็นปัจจุปัฏฐาน, มีสิ่งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ เป็นปทัฏฐาน, พึงเห็นอุทธัจจะและกุกกุจจะเหมือนความเป็นทาส. ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะอรรถว่า ปราศจากการเยียวยา, อีกอย่าง
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka