Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 390

เล่ม มมร. 65 หน้า 390 ข้อ 69
เหมือนอย่างพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์ก่อน ๆ ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นก็ เสด็จไป. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้นเสด็จไปอย่างไร ? จริงอยู่ พระผู้ พระภาคเจ้าเหล่านั้นประสูติในบัดเดี๋ยวนั่นเอง ประทับยืนบนปฐพีด้วย พระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่าง พระบาท ๗ ก้าว, ดังพระบาลีที่ตรัสไว้ว่า :- ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์ ประสูติบัดเดี๋ยวนั้น ก็ประทับยืนด้วยพระยุคลบาทอันเสมอกัน บ่ายพระ พักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เสด็จไปโดยย่างพระบาท ๗ ก้าว. เมื่อท้าวมหา- พรหมกั้นพระเศวตฉัตร ทรงเหลียวดูทั่วทิศ ทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า เรา เป็นผู้เลิศในโลก, เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก, เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดใน โลก, การเกิดครั้งนี้เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย. บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีต่อไป ดังนี้. และการเสด็จไปของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ก็เป็นอาการอันแท้ ไม่แปรผัน ด้วยความเป็นบุพนิมิตแห่งการบรรลุคุณวิเศษหลายประการคือ ข้อที่พระองค์ประสูติในบัดเดี๋ยวนั้นเอง ก็ได้ประทับยืนด้วยพระยุคลบาท อันเสมอกัน นี้เป็นบุพนิมิตแห่งการได้อิทธิบาท ๔ ของพระองค์. อนึ่ง ความที่พระองค์บ่ายพระพักตร์ไปเบื้องทิศอุดร เป็นบุพนิมิต แห่งความเป็นโลกุตตรธรรมทั้งปวง, การย่างพระบาท ๗ ก้าว เป็น บุพนิมิตแห่งการได้รัตนะ คือ โพชฌงค์ ๗ ประการ, อนึ่ง การยกพัด จามรขึ้น ที่กล่าวไว้ในคำนี้ว่า พัดจามรทั้งหลายมีด้ามทอง ก็โบกสะบัดนี้ เป็นบุพนิมิตแห่งการย่ำยีเดียรถีย์ทั้งปวง, การกั้นพระเศวตฉัตร เป็น บุพนิมิตแห่งการได้เศวตฉัตรอันบริสุทธิ์ประเสริฐ คือพระอรหัตตวิมุตติ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka