บทว่า กมฺมุสฺสโท ได้แก่ กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นแห่งกรรม กล่าวคือ
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอาเนญชาภิสังขาร เพราะฟูขึ้น.
บทว่า ตสฺสิเม ความว่า กิเลสเป็นเหตุฟูขึ้นเหล่านี้ มิได้มีแก่
ผู้นั้น คือผู้มีอาสวะ สิ้นแล้ว.
พระสารีบุตรเถระแสดงข้อปฏิบัติของพระขีณาสพอย่างนี้แล้ว บัดนี้
เมื่อจะแสดงข้อปฏิบัติของเดียรถีย์ทั้งหลายผู้มีทิฏฐิ จึงกล่าวว่า ปกปฺปิตา
สงฺขตา
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกปฺปิตา ความว่า อันบุคคลกำหนด
แล้ว.
บทว่า สงฺขตา ความว่า อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว.
บทว่า ยสฺส ความว่า ของผู้มีทิฏฐิคนใดคนหนึ่ง.
บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลาย.
บทว่า ปุรกฺขตา ได้แก่ กระทำไว้เบื้องหน้า.
บทว่า สนฺติ ได้แก่ มีอยู่.
บทว่า อโวทาตา ได้แก่ ไม่ขาวสะอาด.
บทว่า ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ ตนฺนิสสิโต กุปฺปปฏิจฺจสนฺ-
ตินฺติ ความว่า ทิฏฐิธรรมเหล่านี้ของเจ้าทิฏฐิใด เป็นธรรมอันบุคคลกระทำ
ไว้ในเบื้องหน้า ไม่ขาวสะอาด มีอยู่ เจ้าทิฏฐินั้นเป็นผู้เป็นอย่างนี้ คือ
เพราะเห็นสักการะเป็นต้น ที่เป็นไปในทิฏฐิธรรม และอานิสงส์มีคติวิเสส
เป็นต้นที่เป็นไปในสัมปรายภพ ของทิฏฐินั้นในตน ฉะนั้นจึงเป็นผู้อาศัย
ทิฏฐิ กล่าวคือ สันติที่กำเริบที่อาศัยกันเกิดขึ้น เพราะอาศัยอานิสงส์นั้น