ด้วยศีลและวัตรนั้น ภิกษุไม่พึงกำหนดทิฏฐิอย่างเดียวก็หามิได้ ก็อีกอย่าง
หนึ่ง ไม่พึงนำเข้าไปซึ่งคนว่า เป็นผู้เสมอเขา ด้วยเหตุมีชาติเป็นต้น หรือ
ไม่พึงสำคัญว่า เลวกว่าเขา หรือแม้ว่า วิเศษกว่าเขา แม้เพราะมานะ.
บทว่า อฏสมาปตฺติาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาอันสัมปยุต
ด้วยสมาบัติ ๘.
บทว่า ปญฺจาภิญฺาาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาอันสัมปยุต
ด้วยอภิญญา ๕ อันเป็นโลกิยะ.
บทว่า มิจฺฉาาเณน วา ความว่า ด้วยปัญญาที่เป็นไปโดยสภาพ
วิปริต หรือด้วยมิจฉาญาณที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ในสิ่งที่ยังไม่พ้นว่า พวกเรา
พ้นแล้ว.
คาถาที่ ๕ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ก็นรชนนั้นไม่กำหนดและไม่สำคัญทิฏฐิอย่างนี้ ละตนแล้วไม่ถือมั่น
คือละตนที่เคยยึดถือแล้วไม่ยึดถือตนอื่นอีก ย่อมไม่กระทำนิสัย ๒ อย่างใน
เพราะญาณแม้นั้น คือแม้ในญาณที่มีประการดังกล่าวแล้ว และเมื่อไม่
กระทำ นรชนนั้นแล เมื่อเหล่าสัตว์แยกกัน คือแตกกันด้วยสามารถแห่ง
ทิฏฐิต่าง ๆ เป็นผู้แล่นไปกับพวก คือเป็นผู้มีอันไม่ไปด้วยสามารถความ
พอใจเป็นต้นเป็นธรรมดา ย่อมไม่ถึงเฉพาะซึ่งทิฏฐิอะไร ๆ ในบรรดา
ทิฏฐิ ๖๒ มีอธิบายว่า ย่อมไม่กลับมา.
บทว่า จตูหิ อุปาทาเนหิ ได้แก่ ด้วยความยึดมั่น ๔ อย่าง มี
กามุปาทานเป็นต้น.