Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 680

เล่ม มมร. 65 หน้า 680 ข้อ 247 248
[๒๔๗] คำว่า ลำดับนั้น ภิกษุนั้นถูกวาทะของชนเหล่าอื่น ตักเตือน ย่อมกระทำศัสตรา มีความว่า ศัพท์ว่า อถ เป็นบทสนธิ เชื่อมบท เป็นปทปูรณะควบอักษร เป็นศัพท์มีพยัญชนะสละสลวย เป็น ลำดับบท. คำว่า ศัสตรา ได้แก่ ศัสตรา ๓ อย่าง คือ ศัสตราทางกาย ๑ ศัสตราทางวาจา ๑ ศัสตราทางใจ ๑. กายทุจริต ๓ อย่าง เป็นศัสตรา ทางกาย วจีทุจริต ๔ อย่าง เป็นศัสตราทางวาจา มโนทุจริต ๓ อย่าง เป็นศัสตราทางใจ. คำว่า ถูกวาทะของชนเหล่าอื่นตักเตือน ความว่า ภิกษุนั้น อันอุปัชฌาย์บ้าง อาจารย์บ้าง ชนชั้นอุปัชฌาย์บ้าง ชนชั้นอาจารย์บ้าง มิตรบ้าง คนที่เคยเห็นกันบ้าง คนที่เคยคบกันบ้าง สหายบ้าง ตักเตือน แล้ว ย่อมกล่าวเท็จทั้งรู้ คือย่อมกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ายินดี ยิ่งในบรรพชา แต่ข้าพเจ้าต้องเลี้ยงมารดา ฉะนั้นจึงต้องลาสิกขา ข้าพเจ้า ต้องเลี้ยงบิดาต้องเลี้ยงพี่ชายน้องชาย ต้องเลี้ยงพี่สาวน้องสาวต้องเลี้ยงบุตร ต้องเลี้ยงธิดา ต้องเลี้ยงมิตรต้องเลี้ยงอำมาตย์ต้องเลี้ยงญาติ ต้องเลี้ยงคน ที่สืบเชื้อสาย ฉะนั้นจึงต้องลาสิกขา ดังนี้ชื่อว่าย่อมทำศัสตราทางวาจา คือ ย่อมให้ศัสตราทางวาจาเกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ลำดับนั้น ภิกษุนั้น ถูกวาทะของชนเหล่าอื่น ตักเตือน ย่อมกระทำศัสตรา. [๒๔๘] คำว่า การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่นั้น เป็นเครื่องผูกพัน ภิกษุนั้น มีความว่า การกล่าวเท็จทั้งรู้อยู่นั้น เป็นเครื่องผูกพัน คือ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka