Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 65 หน้าที่ 722

เล่ม มมร. 65 หน้า 722 ข้อ 267
บทว่า อามิส ในบทว่า อามิสกิญฺจิกฺขเหตุ วา นี้ ท่าน ประสงค์เอาลาภ. บทว่า กิญฺจิกฺขํ ความว่า อามิสอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีประมาณ น้อยโดยที่สุดเพียงนกกระทา นกกระจาบ ก้อนเนยใสและก้อนเนยข้นเป็น ต้น อธิบายว่า เพราะเหตุแห่งลาภบางอย่าง. บทว่า สมฺปชานมุสา ภาสติ ความว่า รู้อยู่นั่นแลทำมุสาวาท. อนึ่ง พระสารีบุตรเถระเมื่อจะแสดงปริยายอื่นอีก จึงกล่าวคำเป็น ต้นว่า ตีหากาเรหิ มุสาวาโท โหติ ปุพฺเพวสฺส โหติ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตีหากาเรหิ ความว่า ด้วยเหตุ ๓ อย่าง ซึ่งเป็นองค์ของสัมปชานมุสาวาท. บทว่า ปุพฺเพวสฺส โหติ ความว่า ในกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้น นั่นแล บุคคลนั้นมีความรู้อย่างนี้ว่า เราจักพูดเท็จ. บทว่า ภณนฺตสฺส โหติ ความว่าเมื่อกำลังพูดก็รู้. บทว่า ภณิตสฺส โหติ ความว่า เมื่อพูดแล้วบุคคลนั้นก็รู้ อธิบาย ว่า เมื่อกล่าวคำที่พึงกล่าวนั้นแล้ว ก็รู้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภณิตสฺส ความว่าเมื่อกล่าวออกไปแล้ว คือ พูดจบแล้ว ก็รู้ ในข้อนี้ท่านแสดงเนื้อความดังนี้ว่า บุคคลใดย่อมรู้แม้ ในกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้น คือแม้กำลังกล่าวอยู่ก็รู้ แม้ภายหลังก็รู้ ว่าเรา กล่าวเท็จแล้ว บุคคลนั้นเมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้ ย่อมถูกมัดด้วยกรรมคือกล่าว เท็จ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka