มนินทรีย์มีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่า วิญญาณ เพราะ
อรรถว่า รู้แจ้ง. ขันธุ์ คือ วิญญาณ ชื่อวิญญาณขันธ์ พึงทราบเนื้อ
ความแห่งขันธ์นั้น ด้วยสามารถแห่งกองเป็นต้น. ก็ท่านกล่าวขันธ์ด้วย
อรรถว่ากอง ในประโยคนี้ว่า. ย่อมถึงการนับว่ากองน้ำใหญ่ทีเดียว ท่าน
กล่าวด้วยอรรถว่าคุณ ในประโยคเป็นต้นว่า สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ท่าน
กล่าวด้วยอรรถว่าเป็นเพียงบัญญัติ ในประโยคนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ทอดพระเนตรเห็นแล้วแลซึ่งกองไม้ใหญ่ แต่ในที่นี้ท่านกล่าวขันธ์โดย
รุฬหีศัพท์ ก็เอกเทศแห่งวิญญาณขันธ์ เป็นวิญญาณดวงหนึ่ง ด้วยอรรถว่า
เป็นกอง เพราะเหตุนั้นวิญญาณแม้ดวงเดียว ซึ่งเป็นเอกเทศแห่งวิญญาณ
ขันธ์ท่านกล่าวว่า วิญญาณขันธ์ โดยรุฬหีศัพท์ เหมือนเมื่อตัดส่วนหนึ่ง
ของต้นไม้ ก็เรียกว่า ตัดต้นไม้ ฉะนั้น.
บทว่า ตชฺชา มโนวิญฺาณธาตุ ความว่า มโนวิญญาณธาตุ
อันสมควรแก่ธรรมมีผัสสะเป็นต้นเหล่านั้น ก็ในบทนี้จิตดวงเดียวนั่นแหละ
เรียกเป็น ๓ ชื่อ คือมนะ ด้วยอรรถว่า รู้, วิญญาณ ด้วยอรรถว่า รู้แจ้ง,
ธาตุ ด้วยอรรถว่า สภาวะบ้าง ด้วยอรรถว่า ไม่เป็นสัตว์ไม่เป็นบุคคล
บ้าง.
บทว่า สทฺธึ ยุคํสมาคมา ความว่า ร่วมต่อสู้ด้วยกัน.
บทว่า สมาคนฺตฺวา ความว่า ถึงแล้ว.
บทว่า ยุคคฺคาหํ คณฺหิตฺวา๑ ความว่า จับคู่แข่งขันกัน.
บทว่า สากจฺเฉตุํ ความว่า เพื่อกล่าวด้วยกัน.
บทว่า สลฺลปิตุํ ความว่า เพื่อทำการสนทนาปราศรัยกัน.
๑. บาลีเป็น คณหิตุํ.