ลำดับนั้น มาคันทิยพราหมณ์กล่าวคาถาที่ ๒ เพื่อจะทูลถามว่า
ธรรมดาบรรพชิตทั้งหลายละกามที่เป็นของมนุษย์แล้ว ย่อมบวชเพื่อต้อง
การ กามอันเป็นทิพย์ ก็สมณะนี้ไม่ปรารถนากามแม้เป็นทิพย์ แม้นี้ก็เป็น
อิตถีรัตน์ สมณะนี้มีทิฏฐิอย่างไรหนอ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตาทิสญฺจ รตนํ พราหมณ์มาคันทิยะ
กล่าวหมายเอาอิตถีรัตน์ที่เป็นทิพย์.
บทว่า นารึ หมายเอาธิดาของตน.
บทว่า ทิฏฺิคตํ สีลพฺพตํ นุชีวิตํ ความว่าทิฏฐิ ศีล วัตร
และชีวิต.
บทว่า ภวูปปตฺติญฺจ วเทสิ กีทิสํ ความว่า หรือท่านกล่าว
อุบัติภพของตนว่าเป็นเช่นไร ?
คาถา ๒ คาถาต่อจากนี้ มีความเกี่ยวเนื่องปรากฏแล้วทีเดียว เพราะ
เป็นไปโดยนัยแห่งการวิสัชนาและปุจฉา บรรดาคาถา ๒ คาถาเหล่านั้น
คาถาแรกมีเนื้อความย่อว่า ดูก่อนมาคันทิยะการตกลงในธรรมคือทิฏฐิ
๖๒ แล้วถือมั่นว่า เรากล่าวสิ่งนี้อย่างนี้ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า
ดังนี้ มีอยู่หามิได้ คือ ย่อมไม่มี ไม่ประสบแก่เรานั้น เพราะเหตุไร
เพราะเมื่อเราเห็นโทษในทิฏฐิทั้งหลาย ไม่ถือมั่นทิฏฐิอะไร ๆ เมื่อเลือก
เฟ้นสัจจะทั้งหลายอยู่ ได้เห็นนิพพานกล่าวคือความสงบภายใน เพราะ
ความที่กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นในภายในสงบแล้ว.
บทว่า อาทีนวํ ได้แก่ อันตราย.
บทว่า สทุกฺขํ ความว่า มีทุกข์ ด้วยทุกข์ทางกาย.