Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 66 หน้าที่ 71

เล่ม มมร. 66 หน้า 71 ข้อ 441
บทว่า ปุพฺพนฺโต วุจฺจติ อตีโต อทฺธา อดีตกาลท่านเรียกว่าส่วน เบื้องต้น คืออดีตกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้นท่านกล่าวว่า กาลล่วงไปแล้ว. บทว่า อตีตํ อทฺธานํ อารพฺภ พระอรหันต์ปรารภถึงอดีตกาล คือ ละตัณหาได้เพราะอาศัยอดีตกาล. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึง ภัทเทกรัตตปริยาย (ปริยาย ว่าด้วยราตรีเดียวเจริญ) แม้อื่นอีกจึงตรัสคำมีอาทิว่า อถวา อีกอย่างหนึ่ง ดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า เอวรูโป อโหสึ เราได้มีรูปอย่างนั้น คือ เราได้มีรูปอย่างนั้นโดยเป็นรูปที่น่าพอใจอย่างนี้ว่า แม้จะดำก็ได้มีสีเหมือน แก้วมณีสีคราม. ในอดีตกาลเราได้มีเวทนาอย่างนี้ ด้วยอำนาจสุขเวทนา โสมนัสเวทนาอันเป็นกุศล เราได้มีสัญญาอย่างนี้ ได้มีสังขารอย่างนี้ ได้มี วิญญาณอย่างนี้ ด้วยอำนาจสัญญาเป็นต้นอันสัมปยุตด้วยเวทนานั้นนั่นเอง. ในบทเหล่านั้น บทว่า นนฺทึ สมนฺนาเนติ ไม่เป็นไปตามความเพลิด- เพลิน คือพระอรหันต์ทั้งหลายไม่เป็นไปตามความอยากในรูปเป็นต้น เหล่านั้น หรือทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยความอยากนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงมหากัจจานภัทเทกรัตตปริ- ยายโดยปริยายอื่นอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า อถวา อิติ เม จกฺขุํ อโหสิ อีกอย่างหนึ่ง เราได้มีจักษุดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า จกฺขุํ ได้แก่ จักษุ- ประสาท. บทว่า รูปา ได้แก่ รูปอันมีสมุฏฐาน ๔. โดยนัย นี้พึงทราบแม้อายตนะที่เหลือ. บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ วิญญาณอัน เป็นที่อาศัย. บทว่า น ตหภินนฺทติ ไม่เพลินจักษุและรูปนั้น คือไม่ เพลินจักษุและรูปนั้นด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า มโน ในบทนี้ ว่า อิติ เม มโน อโหสิ อิติ ธมฺมา เราได้มีใจดังนี้ มีธรรมารมณ์ดังนี้
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka