บทว่า ปุพฺพนฺโต วุจฺจติ อตีโต อทฺธา อดีตกาลท่านเรียกว่าส่วน
เบื้องต้น คืออดีตกาลอันเป็นส่วนเบื้องต้นท่านกล่าวว่า กาลล่วงไปแล้ว.
บทว่า อตีตํ อทฺธานํ อารพฺภ พระอรหันต์ปรารภถึงอดีตกาล คือ
ละตัณหาได้เพราะอาศัยอดีตกาล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึง ภัทเทกรัตตปริยาย (ปริยาย
ว่าด้วยราตรีเดียวเจริญ) แม้อื่นอีกจึงตรัสคำมีอาทิว่า อถวา อีกอย่างหนึ่ง
ดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า เอวรูโป อโหสึ เราได้มีรูปอย่างนั้น คือ
เราได้มีรูปอย่างนั้นโดยเป็นรูปที่น่าพอใจอย่างนี้ว่า แม้จะดำก็ได้มีสีเหมือน
แก้วมณีสีคราม. ในอดีตกาลเราได้มีเวทนาอย่างนี้ ด้วยอำนาจสุขเวทนา
โสมนัสเวทนาอันเป็นกุศล เราได้มีสัญญาอย่างนี้ ได้มีสังขารอย่างนี้ ได้มี
วิญญาณอย่างนี้ ด้วยอำนาจสัญญาเป็นต้นอันสัมปยุตด้วยเวทนานั้นนั่นเอง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า นนฺทึ สมนฺนาเนติ ไม่เป็นไปตามความเพลิด-
เพลิน คือพระอรหันต์ทั้งหลายไม่เป็นไปตามความอยากในรูปเป็นต้น
เหล่านั้น หรือทิฏฐิอันสัมปยุตด้วยความอยากนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงมหากัจจานภัทเทกรัตตปริ-
ยายโดยปริยายอื่นอีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า อถวา อิติ เม จกฺขุํ อโหสิ
อีกอย่างหนึ่ง เราได้มีจักษุดังนี้. ในบทเหล่านั้นบทว่า จกฺขุํ ได้แก่ จักษุ-
ประสาท. บทว่า รูปา ได้แก่ รูปอันมีสมุฏฐาน ๔. โดยนัย
นี้พึงทราบแม้อายตนะที่เหลือ. บทว่า วิญฺาณํ ได้แก่ วิญญาณอัน
เป็นที่อาศัย. บทว่า น ตหภินนฺทติ ไม่เพลินจักษุและรูปนั้น คือไม่
เพลินจักษุและรูปนั้นด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า มโน ในบทนี้
ว่า อิติ เม มโน อโหสิ อิติ ธมฺมา เราได้มีใจดังนี้ มีธรรมารมณ์ดังนี้