Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 66 หน้าที่ 90

เล่ม มมร. 66 หน้า 90 ข้อ 441
อนึ่ง ราคะเกิดด้วยการสนทนาปราศรัยกันและกัน ชื่อว่า สมุล- ลปนสังสัคคะ. ราคะเกิดด้วยภิกษุรับของของภิกษุณี หรือภิกษุณีรับของของภิกษุ แล้วบริโภคร่วมกัน ชื่อว่า สัมโภคสังสัคคะ. อนึ่ง ราคะเกิดด้วยการจับมือเป็นต้น ชื่อว่า กายสังสัคคะ. พระอรหันต์ ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท ๔ ด้วยสังสัคคะ ๕ เหล่านี้ พ้นจากการยึดถือ และพ้นจากการเกี่ยวข้อง กล่าวสรรเสริญคุณของการ ไม่เกี่ยวข้อง ชื่อว่ากล่าว อสังสัคคกถา. ในบทว่า วีริยารมฺภกถา กถาปรารภความเพียรนี้ มีความว่า ภิกษุ ใดเป็นผู้ประคองความเพียรไว้ เป็นผู้มีความเพียรทางกายและทางจิต บริบูรณ์ ในเวลาเดิน ก็ไม่ให้กิเลสเกิด ในเวลายืน นั่ง นอน ก็ไม่ให้ กิเลสเกิด ประพฤติดุจจับบีบงูเห่าด้วยมนต์ และดุจเหยียบศัตรูที่คอ กล่าว สรรเสริญคุณของผู้ปรารภความเพียรเช่นนั้น ชื่อว่ากล่าว วีริยารัมภกถา. บทว่า สีลํ ในบทว่า สีลกถํ กถาว่าด้วยศีลนี้ ได้แก่ จตุปาริ- สุทธศีล. บทว่า สมาธิ ได้แก่ สมาบัติ ๘ อันมีวิปัสสนาเป็นบาท. บทว่า ปญฺา ได้แก่ ญาณอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ วิมุตติอัน เป็นอรหัตผล. บทว่า วิมุตฺติาณทสฺสนํ ได้แก่ ปัจจเวก- ขณญาณ ๑๙ อย่าง. เมื่อจะประกาศคุณของศีลเป็นต้น ชื่อว่า กล่าวกถา เรื่องศีลเป็นต้น. บทมีอาทิว่า สติปฏฺานกถํ อันเป็นบทสุดท้ายของบทว่า สงฺคชาลมติจฺจ โส มุนิ ก้าวล่วงธรรมเครื่องข้อง และตัณหาเพียง ดังว่าตาข่าย บุคคลนั้นชื่อว่า เป็นมุนี พึงทราบโดยทำนองดังกล่าว แล้วในบทก่อน ๆ.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka