ดุจกระแสน้ำ. บทว่า ปวตฺตติ ย่อมเป็นไป คือเป็นไปด้วยเกิดขึ้นบ่อย ๆ.
แม้ในทวารที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ตัณหาเป็นอันละแล้วด้วยดีด้วย
อรหัตมรรคโดยตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้วในธรรมฝ่ายขาว รูปตัณหาย่อม
ไม่ไหลไปทางจักษุของชนเหล่านั้น.
บทว่า สณฺเหน กายกมฺเมน สมนฺนาคโต เป็นผู้ประกอบด้วย
กายกรรมอันละเอียด คือเป็นผู้พร้อมเพรียงเป็นอันเดียวกันด้วยกายกรรม
อันอ่อนโยนไม่หยาบ. แม้ในวจีกรรมเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน . ในบท
ทั้งหลายมีอาทิว่า สณฺเหหิ สติปฏฺาเนหิ ความว่า สติปัฏฐานเป็นต้น
เป็นธรรมเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระ ปัญญาอันได้แก่ปฏิภาณ ๓ สอบ
สวนถึงอรรถอันได้เล่าเรียนมาเป็นต้น สามารถทำการสังเกตการทำให้แจ้ง
การกำหนด ด้วยการบรรลุโลกิยธรรมและโลกุตรธรรมมีอยู่แก่ผู้ใด ผู้นั้น
ชื่อว่ามีปฏิภาณ. บทว่า ตสฺส ปริยตฺตึ นิสฺสาย ปฏิภายติ ญาณของ
บุคคลนั้นย่อมแจ่มแจ้งเพราะอาศัยปริยัติ คือญาณของบุคคลนั้นที่ได้เรียน
มาแน่นแฟ้นแจ่มแจ้ง เป็นญาณปรากฏอยู่เฉพาะหน้า. บทว่า จตฺตาโร
สติปฏฺานา สติปัฏฐาน ๔ คือท่านกล่าวโพธิปักขิยธรรม ๓๗ โดยเจือ
ปนกันทั้งโลกิยะและโลกุตระ. พึงทราบว่า ท่านกล่าวปฏิสัมภิทา ๔ ด้วย
โลกุตระอันเกิดจากมรรคผล และอภิญญา ๖ ด้วยสามารถอันมีในที่สุด
แห่งวิโมกข์. ในบทเหล่านั้น บทว่า จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย ได้แก่
ประเภทของญาณ ๔. บทว่า ฉ อภิญฺา ได้แก่ อภิญญา ๖ อันยิ่ง
มีอิทธิวิธี (แสดงฤทธิ์ได้) เป็นต้น มีอาสวักขยะ (การสิ้นอาสวะ) เป็น
ที่สุด. บทว่า ตสฺส คือ ของบุคคล. พึงเชื่อมว่า อตฺโถ ปฏิภายติ
อรรถก็แจ่มแจ้ง. บทว่า อตฺโถ เป็นผลอันเกิดแต่เหตุโดยสังเขป. เพราะ