๓ ประการ. บทว่า สมฺปยุตฺตกา ธมฺมา นามสฺมึ สัมปยุตธรรมในส่วน
นาม ธรรมในส่วนนามเกิดพร้อมกับผัสสะ มีเวทนาเป็นต้นที่เหลือ.
แม้ในบทว่า โสตญฺจ ปฏิจฺจ อาศัยหูเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า จตูหิ การเณหิ รูปํ วิภูตํ โหติ คือ รูปล่วงไปด้วยเหตุ ๔ อย่าง
(โดยการรู้ โดยการพิจารณา โดยการละ โดยการก้าวล่วง). บทว่า
ญาตวิภูเตน โดยการรู้ คือทำให้ปรากฏแล้วก้าวล่วง. บทว่า ตีรณวิภูเตน
โดยการพิจารณา คือพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น แล้ว
ก้าวล่วง. บทว่า ปหานวิภูเตน โดยการละ คือโดยการล่วงไป เพราะ
ละฉันทราคะ. บทว่า สมติกฺกมวิภูเตน โดยการก้าวล่วง คือโดยการ
ก้าวล่วงด้วยสามารถการได้อรูปสมาบัติ ๔.
บทว่า กถํ สเมตสฺส คือ ปฏิบัติอย่างไร. บทว่า วิโภติ รูปํ รูปจึง
ไม่มี หรือไม่พึงมี. บทว่า สุขํ ทุกฺขํ วา ความว่า พระพุทธนิมิตทูลถาม
ถึงรูปที่น่าปรารถนา และไม่น่าปรารถนานั่นเอง.
บทว่า ชาเนยฺยาม คือ จักรู้. บทว่า อาชาเนยฺยาม คือ จักรู้ทั่ว
ถึง. บทว่า วิชาเนยฺยาม คือ จักรู้แจ้งหลาย ๆ อย่าง. บทว่า ปฏิวิชา-
เนยฺยาม จักรู้แจ่มเเจ้ง คือจักรู้โดยชอบ. บทว่า ปฏิวิชฺเฌยฺยาม จัก
แทงตลอด คือจักตรัสรู้ด้วยจิต.
บทว่า น สญฺสญฺี บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญา โดยสัญญาปกติ
คือบุคคลนั้นไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างนี้ รูป
จึงไม่มี. บทว่า น วิสญฺสญฺญ บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ
คือไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ แม้ไม่มีสัญญา ได้แก่คนบ้าหรือคน
มีจิตฟุ้งซ่าน. บทว่า โนปิ อสญฺี ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญา คือแม้เว้นจาก