Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 66 หน้าที่ 210

เล่ม มมร. 66 หน้า 210 ข้อ 600
ในคาถาเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่หนึ่งก่อน. บทว่า ปรสฺส เจ ธมฺมํ ธรรมของคนอื่น คือทิฏฐิของคนอื่น. บทว่า สพฺเพปิเม พาลา สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นคนพาล อธิบายว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านั้นจึงเป็นพาล. เพราะอะไร เพราะสมณ- พราหมณ์ทั้งหมดเหล่านี้ มีความอยู่รอบในทิฏฐิ. บทว่า สนฺทิฏฺิยา เจ ปน เววทาตา สํสุทฺธปญฺา กุสลา มตีมา ความว่า ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์ เป็นผู้ผ่องแผ้ว หมดจด ไม่เศร้าหมอง เพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญาหมดจด เป็นผู้ฉลาด มีความรู้. บทว่า น เตสํ โกจิ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้น จะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมแม้แต่คนเดียว. เพราะอะไร เพราะทิฏฐิเป็น ธรรมชาติอันสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์เหมือนอย่างสมณ- พราหมณ์พวกอื่น. พึงทราบเนื้อความสังเขปแห่งคาถาว่า น วาหเมตํ ดังนี้ คนคู่ คือชนสองคนเหล่านั้น กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้า- พระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าเป็นจริง เป็นของแท้. เพราะอะไร เพราะ สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดได้ทำทิฏฐิของตน ๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ. เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่น ว่าเป็นพาล. ก็ในบทนี้มีปาฐะสองอย่าง คือ ตจฺฉํ ตถวํ. บทว่า ตจฺฉํ คือ ไม่เปล่า. บทว่า ตถวํ จริง คือไม่วิปริต. บทว่า ภูตํ เป็นจริง คือมีอยู่. บทว่า ยถาวํ เป็นตามจริง คือมีอยู่พร้อม. บทว่า อวิปรีตํ ไม่วิตก คือไม่ผิดสังเกต.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka