ในคาถาที่เป็นคำถามว่า ยมาหุ คือ สมณพราหมณ์บางคนกล่าว
ทิฏฐิสัจจะใดว่าจริงแท้ พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำตอบว่า เอกํ หิ สจฺจํ
สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น คือนิโรธหรือมรรค. ทว่า ยสฺมึ ปชา โน
วิวเท ปชานํ คือ หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน. บทว่า สยํ กุนนฺติ
อวดไปเอง คือ กล่าวด้วยตนเอง.
พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำถามว่า กสฺมานุ เพราะเหตุไรหนอ.
บทว่า ปวาทิยาเส คือ พูดอวดอ้าง. บทว่า เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ สมณ-
พราหมณ์เหล่านั้นระลึกตรึกเอาเอง คือสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูดเอาเอง
หรือไปตามเพียงความตรึกของตนเอง. บทว่า ตกฺกปริยาหฏํ รวบรวม
ไว้ด้วยความตรึก คือตรึกเอาเอง. บทว่า วิมํสานุจริตํ ที่ตนคิดกันด้วย
ความพิจารณา คือคิดด้วยปัญญาอันเข้าไปปรากฏแก่ตน. บทว่า สยํ
ปฏิภาณํ คือ รู้ด้วยตนเอง.
พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำตอบว่า น เหว มิได้มีเลย ดังนี้.
บทว่า อญฺตฺร สญฺาย นิจฺจานิ เว้นสัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญา คือ
เว้นจากการยึดถือว่าเที่ยงเพียงสัญญา. บทว่า ตกฺกญฺจ ทิฏฺีสุ ปกปฺป-
ยิตฺวา ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลาย คือเพียงความดำริเป็นนิจของตนให้
เกิดในทิฏฐิทั้งหลาย. ก็เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหลายยังความตรึกในทิฏฐิ
ทั้งหลายให้เกิด แม้ยังทิฏฐิให้เกิดอีก ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส
คำมีอาทิว่า สมณพราหณ์ทั้งหลายยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม.
บทว่า ชเนนฺติ ให้เกิด คือยังทิฏฐิให้เกิดสูงขึ้นๆ ชื่อว่าให้เกิด. บทมี
อาทิว่า สญฺชเนนฺติ ให้เกิดพร้อม ท่านเพิ่มบทอุปสัคขึ้นกล่าว. บทว่า
มยฺหํ สจฺจํ คือ คำพูดของเราจริง.